การเปิดตัวผลักดัน “การปฏิรูปพรรคประชาธิปัตย์” ของ “อลงกรณ์ พลบุตร” รองหัวหน้าพรรค นับเป็นสิ่งที่สร้างความตื่นตะลึงให้กับ “คอการเมือง”อย่างมาก เพราะนับว่าเป็น “ความกล้าบ้าบิ่น” อย่างยิ่ง ที่ “อลงกรณ์” พยายามจะ ขยับ-ปรับ-เปลี่ยน “พรรคเก่าแก่” แห่งนี้ 

เท่านั้นยังไม่พอ ความในใจของ “อลงกรณ์” ผ่านทวิตเตอร์ เมื่อวันที่ 7 ต.ค.2556 ที่ว่า บ่ายวันนี้จะมีการประชุมพรรคเพื่อแก้ข้อบังคับพรรคเกี่ยวกับแผนการปฏิรูปพรรค และคงไม่ใช่วันสุดท้ายของตนในพรรค แต่เป็นยกสุดท้าย เพราะการปฏิรูปพรรคยังมีข้อคัดค้านมากกว่าการเห็นด้วย ตนได้รับการส่งสัญญาณมา ตนก็ส่งสัญญาณกลับไป วันนี้ต้องพูดให้เด็ดขาด ไม่ต้องเสียเวลาและซื้อเวลา บอกกันตรงๆ ว่าเห็นด้วยหรือไม่ ไม่ใช่พูดแค่เห็นด้วยในหลักการแล้ววิจารณ์เสมือนไม่เอาการปฏิรูปพรรค นายเฉลิมชัย อยากลาออกแต่ตนยับยั้งไว้ก่อน เพราะยังมีความหวังในการปฏิรูปพรรค และจากนี้ต้องเคลื่อนไหวและขอเสียงสนับสนุน เพราะคุยกันมา 6 เดือนแล้วในเรื่องนี้ ย้ำว่าเวลามีค่าสำหรับประเทศและพรรค เพราะหากพรรคมีการปฏิรูปพรรค การเมืองไทยจะเข้าสู่อีกมิติหนึ่ง หากไม่ปฏิรูปพรรคอาจแพ้เลือกตั้งอีก”
ก็นับว่าน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะทำให้เห็นได้อย่างชัดเจนมากขึ้นว่า ไม่เพียง “อลงกรณ์” เท่านั้น ที่ต้องการให้มีการ “ปฏิรูปพรรคประชาธิปัตย์” แต่ “เฉลิมชัย ศรีอ่อน” เลขาธิการพรรค คนสำคัญ ก็คิดเห็นเช่นเดียวกันกับ “อลงกรณ์”!
ล่าสุด “นคร มาฉิม” ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ก็เป็นอีกคนที่ออกมาแสดงจุดยืน สนับสนุน “อลงกรณ์” และ “การปฏิรูปพรรค” กระทั่งต้องเอ่ยปากว่า กลุ่มคนที่มีอำนาจอยู่ในพรรคก็ย่อยสลายทำลายแผนปฏิรูป กลัวเสียตำแหน่งที่มีอยู่สำหรับเอาไว้พิมพ์ในนามบัตร … ถ้าบริหารพรรคแล้วชนะก็จะไม่มีใครว่าอะไร แต่ถามกลับว่าหากบริหารแล้วแพ้การเลือกตั้งแบบนี้จะเข้าไปมีอำนาจหรือตำแหน่งได้อย่างไร และใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ !!!
กลายเป็นปรากฎการณ์สำคัญในทางการเมืองที่เกิดขึ้นกับ “พรรคประชาธิปัตย์” ในภาวะที่กำลังตกต่ำอย่างหนัก จากทิศทางทางการเมืองของพรรค …ที่ระยะหลังถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่เป็นประชาธิปไตย !
แต่การจะ “ปฏิรูปพรรคประชาธิปัตย์” นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะไม่เพียงแค่ “ปัญหาการเมืองภายใน” ที่มีความพยายามจะช่วงชิงและยื้อแย่ง “อำนาจ” กันมันหยดทุกวินาทีแล้ว “พื้นฐานพรรค” และ “ระบบที่อืดอาดของพรรค” ก็เป็นอุปสรรคต่อการเปลี่ยนแปลงแทบจะทุกรูปแบบ
หรือแม้กระทั่ง “ชะตาพรรคประชาธิปัตย์” ก็ดูเหมือนว่า จะเป็น “ปัจจัยหนึ่ง” ที่ไม่เอื้อต่อการ “เปลี่ยนแปลง” เพื่อปรับปรุงและพัฒนาพรรค

ซึ่ง “มติชนสุดสัปดาห์” ฉบับ 26 เม.ย. – 2 พ.ค.2556 ได้เผยแพร่บทความเรื่อง “วิถีกรรมของพรรคประชาธิปัตย์” ที่เขียนโดย “บุศรินทร์ ปัทมาคม”

( http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1367138908&grpid=01&catid=01 )
เนื้อหาระบุว่า …
ปัญหาของพรรคประชาธิปัตย์ ตามที่เป็นข่าวร้อนติดอันดับในสัปดาห์นี้ว่า นายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรค ลุกขึ้นเรียกร้องให้ปฏิรูปภายในพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมทั้งขอรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนทั่วไป
ผู้เขียนในฐานะนักโหราศาสตร์ รู้สึกเข้าใจและเห็นใจคุณอลงกรณ์ จึงขอให้ความเห็นว่า เหตุที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นอย่างนี้เป็นเพราะดวงชะตาของพรรคประชาธิปัตย์เอง ซึ่งแก้ไขได้ยากยิ่ง
วิธีการแก้ไขจะต้องยุบเลิกแล้วย้ายพรรค เลือกฤกษ์ดีๆ ตั้งพรรคใหม่ เรียกว่า ต้องเกิดใหม่ ด้วยวิธีการผ่าท้องคลอดใหม่ ให้มีดวงชะตาใหม่ จึงจะปฏิรูปพรรคได้สำเร็จ
เนื่องจากวิถีกรรม หรือพฤติกรรมของพรรคประชาธิปัตย์เป็นไปตามดวงชะตา ซึ่งมีจุดอ่อนที่สำคัญอยู่หลายเรื่องตั้งแต่เกิดมาแล้ว
ทำนองเดียวกันกับ ดวงเมือง กรุงเทพฯ ซึ่งรัชกาลที่ 4 ได้ทรงวางฤกษ์ดวงเมืองใหม่ ตั้งเสาหลักเมืองใหม่ แต่ก็ไม่สำเร็จ
ดวงชะตาของพรรคประชาธิปัตย์ มีตำแหน่งและระดับวาสนา ปรากฏตามดวงชะตา ดังนี้
วันเกิด ๕ เมษายน ๒๔๘๙
ปีจอ จ.ศ.๑๓๐๘
เวลาใกล้ค่ำ
ดวงราศีจักร์
๒๐ ๗๘ ๓ ลั ๖ ๔๙
ลัคนา(ลั) อยู่ในราศีกันย์
ดวงนวางค์จักร
๔๙๖ ๓ ๐ ๗ ๕ ๘ ๒ ๑

ดวง

เมื่ออ่านจากดวงกำเนิดแล้ว จุดอ่อนของพรรคประชาธิปัตย์มีอยู่ดังนี้
1. ดาวศุกร์ (๖) ไปอยู่ในเรือนมรณะ อ่านว่า บริวาร มักล้มหายตายจาก หรือลาออกไปง่าย นั่นคือเป็นใหญ่ไม่ได้ ถ้าสงบก็ต้องมีคนตาย หรือถ้าวุ่นวายก็ต้องมีคนไม่ลาออกไปจำนวนหนึ่งนั่นแหละ
เรือนมรณะแปลว่า ความตาย การดับสูญ
พูดแบบชาวบ้านก็คือ เป็นดวงชะตาที่บริวารอยู่ไม่ทนนั่นแหละ
2. ดาวพุธ (๔) เป็นเรือนเจ้าตนุ และเจ้าเรือนกัมมะ ตกในเรือนอริ ดาวพุธ (๔) หมายถึงไหวพริบ และคำพูด คำว่า เจ้าเรือนตนุ อ่านว่า ตัวตนของพรรคประชาธิปัตย์ ชอบความขัดแย้ง ชอบต่อสู้ ชอบมีปัญหา ชอบมีอุปสรรค ชอบใช้ปากสร้างศัตรู หรือหาเรื่องนั่นแหละ เรื่องนี้เป็นที่รู้ๆ กันอยู่
อีกด้านหนึ่ง ดาวพุธ (๔) เป็นเจ้าเรือนกัมมะ (กัมมะ แปลว่า การงาน) เมื่อเจ้าเรือนกัมมะไปอยู่ในเรือนอริ อ่านว่า งานที่ทำไม่ค่อยราบรื่น มักมีอุปสรรค มีความขัดแย้ง ไม่สำเร็จง่ายๆ จนได้สมญานามว่า “ดีแต่พูด”
ภาพที่ปรากฏในจอทีวี ส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์ขว้างปาแฟ้มเอกสารใส่ประธานสภา ขณะเดียวกัน ส.ส.หญิงก็ขึ้นไปลากเก้าอี้ประธานสภาออก เกิดเรื่องชุลมุนในสภาอันทรงเกียรติ พรรคประชาธิปัตย์ก็กล้าทำให้เห็นกันมาแล้ว ทำให้ประเทศไทยต้องอับอายขายหน้าไปทั่วโลก
3. เรื่องอังคาร (๓) ได้มาตรฐานระดับอ่อนสุด (มาตรฐาน นิจ) ในดวงนวางค์จักร
จุดอ่อนเกี่ยวกับ ความขยันเรื่องนี้เคี่ยวเข็ญได้ยาก ดาวอังคาร (๓) เป็นสัญลักษณ์ของความกล้า ความขยัน เลือดลม และพละกำลัง วันก่อตั้งพรรค ดาวอังคาร (๓) ได้มาตรฐานอ่อนสุดๆ ปรากฏในดวงนวางค์จักร ดาวอังคาร (๓) ได้มาตรฐานนิจ ถ้าเป็นดวงชะตาบุคคลลองอ่านไปตามหลักวิชาว่า เจ้าชะตาเป็นคนไม่ขยัน ไม่กล้าตัดสินใจ
ซึ่งเรื่องนี้ ถ้าเป็นดวงชะตาบุคคลเป็นเหตุให้ถูกเจ้านายเขม่นย้ายงาน หรือถูกยื่นซองขาวได้ง่าย เพราะไม่ขยันเท่าที่ควร ใจไม่ถึง เลือดลมไม่ดี อ่อนเพลียง่าย ทำงานไม่เสร็จตามกำหนด เพราะไม่กระตือรือร้นเท่าที่ควร นัดหมายกับใครไม่ทันเวลา ลุกช้า เคลื่อนไหวช้า
ถ้ามองในด้านความกล้าตัดสินใจกันแล้ว พรรคพรรคประชาธิปัตย์ถูกรู้จักกันทั่วแต่เข้าตำราใจเล็กนั่นแหละว่าอย่างงั้นเถอะ
4. เรื่องคุณภาพของดาวเสาร์ (๗) ต้องเรียกว่าใช้ไม่ได้เลยจริงๆ เนื่องจากดาวเสาร์ (๗) ได้มาตรฐานนิจ ในดวงนวางค์จักร
เช่นเดียวกับดาวอังคาร (๓) ความอดทนที่จะฟันฝ่าอุปสรรคมีน้อยที่สุดหรืออ่อนมาก คนเราถ้าเกิดมามีดาวเสาร์ (๗) และดาวอังคาร (๓) อ่อนด้อยทั้งสองดวงเช่นนี้เรียกว่าเป็นคนวาสนาน้อย เพราะการดำเนินชีวิตจะต้องสู้ชีวิตต้องกล้าคิดกล้าทำแบบกัดติด ไม่ถอดใจง่าย การที่ดาวทั้งสองดวงในดวงชะตาของพรรคประชาธิปัตย์ มีคุณภาพระดับอ่อนที่สุดเช่นนี้ อ่านได้ว่าเป็นนิสัยเดิมๆ ที่แก้ไขได้ยาก นอกจากให้ลาตายไปแล้วเกิดใหม่
ถ้าจะตั้งพรรคใหม่ต้องเลือกวันที่ตั้งพรรคให้ดาวเสาร์ (๗) และดาวอังคาร (๓) ได้มาตรฐานระดับสูงๆ เช่น มาตรฐานอุจ มาตรฐานเกษตร มาตรฐานมหาจักร มาตรฐานราชาโชค ฯลฯ จะได้ขยันและอดทน
ถึงแม้ว่าจะมีการปฏิรูปพรรคใหม่อย่างไรก็แก้นิสัยเสียหรือจุดอ่อน 2 เรื่องนี้ไม่ได้แน่
5. จุดอ่อนที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ทำงานใหญ่ไม่สำเร็จ ก็คือ พรรคนี้ตั้งในวันศุกร์ (6) ดาวศุกร์จึงเป็นบริวารเดิม ดาวบริวารเดิมไปอยู่ในเรือนมรณะ
ถ้าเป็นดวงชะตาของคนก็ต้องอ่านว่าเจ้าชะตาเป็นคนเพื่อนน้อย ลูกน้องน้อย เรื่องนี้แหละที่ทำให้พรรคนี้มีขนาดใหญ่ได้ยาก
เรือนมรณะ อ่านว่า เรือนชะตาที่เสีย หมายถึงความตาย การดับสูญ หรือการลาออกจากพรรค ประชาชนผู้สนใจ การเมืองและติดตามวิถีกรรมของพรรคประชาธิปัตย์ จะต้องยอมรับความจริงในเรื่องบริวารที่จากไปได้เป็นอย่างดี

ช
จากหลักฐานที่ปรากฏได้แก่
1. นายดำรง ลัทธพิพัฒน์ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรียิงศีรษะตัวเองตายในระหว่างเดินทางไปทำงานที่ทำเนียบรัฐบาล
2. นายสุวโรจน์ พะลัง ส.ส.ชุมพร ป่วยตาย ระหว่างการเลือกตั้ง ปี พ.ศ.2553
นอกจากนี้ มี ส.ส.คนสำคัญลาออกไปจากพรรคประชาธิปัตย์หลายครั้ง รวมได้ประมาณ 15 คน ได้แก่
1. นายชัย ชิดชอบ
2. นายสมัคร สุนทรเวช
3. นายอุทัย พิมพ์ใจชน
4. นายบุญเกิด หิรัญคำ
5. นายใหญ่ ศวิตชาติ
6. พลตรีสนั่น ขจรประศาสน์
7. ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง
8. นายเฉลิมพันธุ์ ศรีวิกรณ์
9. พลเอกหาญ ลีนานนท์
10. นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์
11. นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล
12. นายประสพ บุษราคัม
13. นายวาสนา ภูพันธ์ตันติ
14. นายนพดล ปัทมะ
15. นายสุนัย จุลพงศธร
บุคคลเหล่านี้ เป็นผู้มีสติปัญญา มีประสบการณ์ทางการเมืองอย่างสูงทั้งสิ้น
ดังนั้น แนวทางความคิดการปฏิรูปพรรคของ คุณอลงกรณ์สมควรจะสอบถามความเห็นจากอดีต ส.ส.ของพรรคผู้มีรายชื่อดังกล่าวข้างต้น ว่าเหตุใดจึงได้ลาออกไปจากพรรคประชาธิปัตย์ น่าจะได้คำอธิบายดีๆ เอากลับมาปรับปรุงระบบงานในพรรคได้ด้วย
การที่นายอลงกรณ์ลุกขึ้นเรียกร้องให้ปฏิรูปพรรคประชาธิปัตย์ครั้งนี้อาจเป็นสัญญาณบอกเหตุว่า ถ้าไม่เป็นไปตามที่คุณอลงกรณ์ลุกขึ้นเรียกร้อง อาจมีการแตกร้าวหรือแยกวงกันอีกก็เป็นได้
ผู้เขียนขอเสนอให้สมาชิกพรรคลองสอบถามตัวเองแล้วทบทวนดูว่า
1) การสร้างภาพว่าซื่อสัตย์ ไม่โกงไม่กินนั้นยังใช้ได้ดีอยู่หรือไม่?
2) การโจมตีคนอื่นว่าไม่เทิดทูนสถาบันยังใช้ได้ดีต่อไปหรือไม่
3) การปล่อยให้หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์แสดงความคิดเห็นแนะนำรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ คิดว่าเป็นผลดีกับพรรคประชาธิปัตย์อย่างไรหรือไม่?
4) สุดท้าย ลองปรึกษา ส.ว.บุญเลิศ ไพรินทร์ อ่านดวงชะตาจากวัน-เวลาที่ตั้งพรรค ถ้าไม่เห็นด้วยกับผู้เขียนตรงไหน อย่างไร ก็ขอให้เขียนมาแสดงความคิดเห็นได้
จะได้ให้ผู้สนใจเรียนโหราศาสตร์ไทยได้มีตัวอย่างเรียนรู้กันบ้าง

Related News

Share

About Author

mark