11 พฤศจิกายน 2556 “สุเทพ เทือกสุบรรณ” แกนนำม็อบประชาธิปัตย์ (ปชป.) ประกาศนัดชุมนุมจุดต่างๆ เป้าหมายตามคำประเทศคือ “ปิดกรุงเทพฯ”
สำหรับ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” แกนนำม็อบ ปชป.นั้นถือเป็น “แกนนำคนสำคัญ” ของ “ปชป.” โดย “สุเทพ เทือกสุบรรณ” และ “ปชป.” นั้นมีความเชื่อมโยงกับมายาวนาน
เพราะนอกจาก “พรรค ปชป.” จะทำให้ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ได้พบ “เนื้อคู่” ที่อยู่กินกันมาจนถึงวันนี้แล้ว “พรรค ปชป.” ยังเป็นที่ที่ให้โอกาสทางการเมืองกับ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ตลอดเวลา
กระทั่ง “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง “เลขาธิการพรรค ปชป.” ในยุคที่ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เป็นหัวหน้าพรรค และก้าวขึ้นทำคลอด “รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ด้วยการละเมิดแบบแผนประชาธิปไตย ในปี 2551 กระทั่งเกิดเหตุการณ์ “กรณีการสลายการชุมนุมของประชาชน” ในปี 2553 ที่ทำให้ประชาชนเสียชีวิตถึง 100 ศพ และบาดเจ็บรวมแล้วกว่า 2,000 คน
ถือว่า เส้นทางชีวิต ของ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ในร่มเงาของ “พรรคประชาธิปัตย์” นั้นถือว่า น่าสนใจอย่างยิ่ง…โดยเฉพาะ “เส้นทางทางการเมือง”!!

ในปี 2537 “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ได้รับการผลักดันจาก “ชวน หลีกภัย” นายกรัฐมนตรีให้ขึ้นเป็น “รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์”
ซึ่ง “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ก็ไม่ได้ทำให้ “พรรคประชาธิปัตย์” ผิดหวัง โดยในการดำเนินนโยบาย “ปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม” หรือ “สปก.” ปรากฏว่า “ที่ดิน” ที่จะต้องจัดสรรให้กับ “เกษตรกร” กลับไปอยู่ในมือของ “เศรษฐีและกลุ่มนายทุนทางการเมืองของ ปชป.”
โดยปรากฏชื่อ “นายทศพร เทพบุตร” สามีของ “นางอัญชลี เทพบุตร” เลขานุการของ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” เป็นผู้รับที่ดิน สปก 4-01 มากกว่า 98 ไร่ 1 งาน 7 ตารางวา และสุดท้าย “ศาลฎีกา” ได้มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2550 ในคดีหมายเลขดำที่ 1765/2541 และคดีหมายเลขแดงที่ 1485/2544 ให้นายทศพร เทพบุตร จำเลย (สามีนางอัญชลี วานิช เทพบุตร) ออกจากที่ดิน สปก. ที่ครอบครองมายาวนานกว่า 12 ปี เนื้อที่ 98 ไร่ 1 งาน 7 ตารางวา เนื่องจาก “จำเลย” ไม่ได้เป็นเกษตรกรจริง !

นอกจากนี้ยังปรากฏว่าในช่วงที่ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” เป็น “รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์” ในปี พ.ศ.2537 ยังเกิดกรณีการทุจริต  “โครงการปรับปรุงคุณภาพยางเพื่อยกระดับราคาขายเป็นการช่วยเหลือเกษตรกร” วงเงินงบประมาณ 900 ล้านบาท

โดยมีการดำเนินการก่อสร้าง “โรงรมยาง” ให้เกษตรกรในพื้นที่ “300 ตำบล” ทุกจังหวัดภาคใต้ ที่มีพื้นที่ปลูกยางพารา โดย “กระทรวงเกษตรและสหกรณ์” ได้กำหนดเงื่อนไขให้มี “ผู้รับเหมารายเดียว” และห้ามไม่ให้มีการรับเหมาช่วง
ซึ่งสุดท้าย “ผู้รับเหมารายเดียว” ดังกล่าว ก็ไม่สามารถสร้าง “โรงรมยาง” ทั้ง 300 แห่งให้เสร็จสิ้นได้ กระทั่งเกิดการ “เหมาช่วง”และผู้รับเหมาทิ้งงาน และทิ้งให้โรงรมยาง กลายเป็น “โรงรมยางร้าง” พร้อมกับงบประมาณ 900 ล้านบาท ต้องสูญสลายหายไปในที่สุด

เทพ
จากนั้น “สุเทพ เทือกสุบรรณ” มีโอกาสสัมผัสเก้าอี้ “รัฐมนตรี”อีกครั้ง ในตำแหน่ง “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม” ในปี 2540 ยุค “รัฐบาลชวน หลีกภัย” สมัยที่ 2 ซึ่งขณะนั้น “กระทรวงคมนาคม” จะต้องดำเนินโครงการ “โครงการระบบการขนส่งทางรถไฟยกระดับในกรุงเทพฯ( Bangkok Elevated Road and Train System – BERTS)” หรือ “โฮปเวลล์” ที่ “บริษัท โฮปเวลล์” ของฮ่องกง ได้ดำเนินการมาก่อนหน้านี้
“กระทรวงคมนาคม” ภายใต้การกำกับดูแลของ “รัฐมนตรีฯสุเทพ” ตัดสินใจ “ยกเลิกสัญญากับโฮปเวลล์” จนเป็นเหตุให้โฮปเวลล์ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายกว่า 56,000 ล้านบาท
ตลอดเวลาสิบกว่าปีที่ผ่านมา “ตอม่อโฮปเวลล์” กว่า 500 ต้นก็ยังคงเรียงรายประจานพรรคประชาธิปัตย์มาจนถึงทุกวันนี้!!
และเมื่อ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” กลับมาได้ดิบได้ดีเป็น “รองนายกรัฐมนตรี” ใน “รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ปี 2551 กลับปรากฏข้อมูล “นายแทน เทือกสุบรรณ” บุตรชายของ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ถือครองที่ดิน “เขาแพง” เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน 62 ไร่ 1 งาน 97 ตารางวา ซึ่งกลับเป็นพื้นที่ที่มีความลาดชันเกิน 35 องศา ซึ่งขัดกับประกาศของคณะกรรมการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2535 ที่ห้ามออกเอกสารสิทธิ์ในที่ดินที่มีความลาดชันเกิน 35 องศา
โดยเมื่อ 25 กันยายน 2556 อัยการได้มีความเห็นสั่งฟ้อง “นายแทน เทือกสุบรรณ” พร้อมพวกรวม 4 ราย “ฐานก่อสร้าง แผ้วถางป่า หรือเผาป่า หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการทำลายป่า หรือเข้ายึดถือครอบครองป่าเพื่อตนเองและผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานเข้าไปยึดถือ ครอบครอง ก่อสร้าง หรือเผาป่าในที่ดินของรัฐโดยมิได้มีสิทธิครอบครองหรือไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484”
นอกจากนี้ในยุคเดียวกับที่ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” เป็น “รองนายกรัฐมนตรี” ของ “รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ก็ปรากฏข้อมูลการทุจริต “โครงการก่อสร้างอาคารที่พักอาศัย(แฟลต) 163 แห่ง” กรอบวงเงินงบประมาณ 3,709,800,000บาทและ “โครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการสถานีตำรวจ(ทดแทน) 396 แห่งทั่วประเทศ” กรอบวงเงินงบประมาณกว่า 6,672,000,000 บาท ภายใต้การกำกับดูแล ของ “รองนายกรัฐมนตรี” ที่ชื่อ “สุเทพ เทือกสุบรรณ”
ซึ่งที่สุดท้าย “ร้าง” ทั่วประเทศ จนทุกวันนี้ !
11 พ.ย. “ปิดกรุงเทพฯ” ก็ระวัง “โจร”… ปล้น!!!

Related News

Share

About Author

mark