“สุเทพ เทือกสุบรรณ” หัวหน้าม็อบกบฏ นำพา “ม็อบ กปปส.” ของ “พรรคประชาธิปัตย์” กลายเป็น “ม็อบเบรคแตก” รั้งไม่หยุด-ฉุดไม่อยู่ จ่อ “แหกโค้ง” จนบ้านเมืองปั่นป่วนวุ่นวาย!!

เนื่องจากที่ผ่านมาทั้ง “เป้าหมาย-จุดประสงค์” ไปจนถึง “เงื่อนเวลา” ต่างๆ ถูกเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา กระทั่งเกิดปรากฎการณ์ “ไทยงง” ขึ้นกับหลายภาคส่วนของสังคม
แม้สถานการณ์ขณะนี้ดูเหมือน “ม็อบ ปชป.” แทบจะ “หมดกระดานเดิน” เพราะได้แสดงความสุดโต่ง ทั้งทางกฎหมาย และการเคลื่อนไหว
กล่าวคือ ในทางกฎหมาย ได้เสนอข้อเสนอ ที่หลุดขอบ “รัฐธรรมนูญ” อาทิ “สภาประชาชน-รัฐบาลประชาชน” ที่ไม่เป็นประชาธิปไตย รวมไปถึง “นายกรัฐมนตรี” มาตรา 7 ที่ผู้คนในสังคมไม่มีใครยอมรับ
หรือในทางการเคลื่อนไหว ที่ได้บุกยึดทำเนียบรัฐบาล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวมไปถึงถนนสายต่างๆ ในกรุงเทพมหานคร ที่สุดท้าย ก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า “เมื่อบุกยึดได้แล้ว” จะเป็น “ประโยชน์” อะไรกับประเทศชาติและสังคม

แต่อย่างไรก็ตาม “ม็อบ ปชป.” ครั้งนี้ ยังไม่สามารถไว้วางใจได้เสียทีเดียวต่อความสงบสุขของสังคมและประเทศไทย โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาถึง “เบื้องหลัง” ของ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ที่ประกบด้วย “บิ๊กวิน” พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง รองผู้ว่า กทม. และ “มือปราบหูดำ” พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ที่ปรึกษาผู้ว่า กทม. … สองตำรวจระบอบสุเทพ!!!

ซึ่งตลอดเวลาการชุมนุมของ “ม็อบ ปชป.” กว่าเดือน นั้นปรากฏว่า “ชื่อ” พล.ต.ต.อัศวิน” และ “พล.ต.ต.วิชัย” ได้รับการกล่าวขานถึงผ่านสื่อสารมวลชนทุกรูปแบบว่า “ปรากฏ” อยู่ทั้ง ในส่วนของ “เบื้องหน้า” และ “เบื้องหลัง” ปฏิบัติการณ์ต่างๆ ของ “ม็อบกบฏ” ตลอดเวลา
โดย “พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง” นั้น จบการศึกษาโรงเรียนตำรวจภูธร รุ่นที่ 7, โรงเรียนนายร้อยตำรวจรุ่นที่ 30 (นรต.30) จบหลักสูตรการบริหารงานตำรวจชั้นสูง รุ่นที่ 16 โดยในปี พ.ศ. 2550 ได้ขึ้นเป็น “ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) จากนั้นในปี 2553 ขึ้นเป็น “ที่ปรึกษา สบ.10” รักษาการแทนผบช.ภ.2 ,รรท.ผบช.ภ.1และในปี พ.ศ. 2554 เป็น “ที่ปรึกษา สบ.10” จากนั้น ก็ตัดสินใจเข้าสู่การเมือง ในสีเสื้อของ “พรรคประชาธิปัตย์” ในตำแหน่ง “รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร” ของ “มรว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร”

pol2
ส่วน “พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ” นั้นจบการศึกษาโรงเรียนนักเรียนพลตำรวจนครบาล แล้วเรียนต่อนิติศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยศรีปทุม แล้วไปอบรมนักเรียนนายร้อยรุ่น 35 ตำแหน่งสุดท้ายใน “ชีวิตข้าราชการตำรวจ” คือ รองจเรตำรวจ ภายหลังจากที่ “คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิด ในคดี “ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 จับกุมผู้กล่าวหา แล้วบีบบังคับให้ใช้หนี้เจ้าหนี้พนัน” จนต้องตัดสินใจจบชีวิตข้าราชการตำรวจ จากนั้เบนเข็มเข้าสู่การเมืองเป็นสาวก “พรรคประชาธิปัตย์” โดยได้รับการแต่งตั้งให้เป็น “ที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร” ของ “ มรว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร” เช่นเดียวกัน
ไม่น่าเชื่อว่า ขณะที่ “ม็อบ ปชป.” ที่ปักหลักชุมนุมยืดเยื้อยาวนานกว่าเดือน และปรากฏข่าวคราวผ่านสื่อสารมวลชนไม่เว้นแต่ละวันว่า “ม็อบ ปชป.ทำร้ายตำรวจ” หรือ “ม็อบนกหวีดกระทืบตำรวจ” หรือ “ม็อบสุเทพปาประทัดยักษ์-ระเบิดปิงปองใส่ตำรวจ” หรือแม้กระทั่ง “ม็อบเถื่อนเผารถตำรวจ”!!!
ตลอดเวลา “2 ตำรวจระบอบสุเทพ” ซึ่งได้รับปูนบำเหน็จ จาก “พรรคประชาธิปัตย์” เป็น “ตำแหน่งทางการเมือง” ระดับท้องถิ่น  กลับปรากฎข่าวทางสื่อสารมวลชน ทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์ว่า เกี่ยวข้อง-เชื่อมโยง กับ “ม็อบกบฎ” เหล่านี้

แม้ “เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ถูกทำร้าย” โดย “ม็อบกบฎ” อาจจะเป็น ลูกศิษย์-ลูกน้อง หรือแม้กระทั่ง “อดีตผู้ใต้บังคับบัญชา” ของ “ทั้งสองคน” ก็ตาม !!! 

Related News

Share

About Author

mark