“ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล” ผู้ซึ่งออกมาระบุว่า “โครงการรับจำนำข้าว” นั้น “สร้างความเสียหาย” อย่างมากมาย พร้อมเสนอให้แนวทางการแก้ไขปัญหา ในทิศทางเดียวกับที่ “ม็อบกบฏ กปปส.” เสนอนั้น น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับประชาชนคนทั่วไปว่า ผลงานเด่นของ “หม่อมอุ๋ย” ที่ทำให้คนไทยรู้จัก ชนิดประทับจิตร และยังไม่มีทางลืมเลือนเลย ก็คือเหตุการณ์ “อังคารทมิฬ” หรือ “Black Tuesday”   19 ธันวาคม 2549

ที่ทำให้ “หุ้นตก” กว่า “108 จุด”  …เจ๊งถ้วนหน้ากว่า 8.2 แสนล้านบาท เป็นประวัติศาสตร์ประเทศไทยมาจนถึงทุกวันนี้  !!!

โดยเหตุการณ์ “อังคารทมิฬ” หรือ “Black Tuesday”  ดังกล่าวเกิดขึ้น ภายหลัง “ธนาคารแห่งประเทศไทย” หน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลของ “กระทรวงการคลัง” ซึ่งมี “ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็น “เสนาบดี” อยู่ในยุค “รัฐบาลคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.)” ได้ประกาศมาตรการป้องกันการเก็งกำไรของธนาคารแห่งประเทศไทย

โดยในช่วงเช้า  “ธาริษา  วัฒนเกส” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ “ประกาศออกมาตรการกันเงินสำรองร้อยละ 30 ของเงินต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น” โดยต้องกันเงินสำรองเป็นเงินตราต่างประเทศไว้จำนวนร้อยละ 30 ของเงินตราต่างประเทศดังกล่าว ส่วนที่เหลือร้อยละ 70 ให้รับซื้อหรือแลกเปลี่ยนเป็นเงินบาทให้แก่ลูกค้า

ดูเหมือนว่า มาตรการดังกล่าวอาจจะกลายเป็น “ยาแรง” เกินไปสำหรับคนที่คิดจะลงทุนในตลาดหุ้นประเทศไทย และได้สร้างผลกระทบกับนักลงทุนไปทั่วทั้งหมด นั่นก็ยังไม่สร้างความเสียหายเท่ากับ การที่หลังจาก “ธนาคารแห่งประเทศไทย” ประกาศใช้มาตรการดังกล่าวในช่วงเช้าจนตลาดหุ้นปั่นป่วนแต่ช่วงค่ำวันเดียวกัน “ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้มีหน้าที่กำกับดูแลการทำงานของ “ธนาคารแห่งประเทศไทย”  กลับออกมาแถลงข่าว “ผ่อนปรนมาตรการกันเงินร้อยละ 30” เสียดื้อๆ !!!

ซึ่งสถานการณ์ของ “ตลาดหลักทรัพย์” ในวันที่ 19 ธันวาคม 2551 ถูกบันทึกเอาไว้ว่า “ดัชนีตลาดหุ้นไทยได้ปรับลดลงทันทีที่ตลาดเปิดซื้อขาย จากนั้นมีแรงเทขายจากนักลงทุนต่างชาติอย่างต่อเนื่อง จนเมื่อเวลา 11.29 น.ดัชนีปรับลดลงเกินกว่า 10% ทำให้ตลาดหลักทรัพย์ต้องหยุดซื้อขายชั่วคราวเป็นเวลา 30 นาที ตามระบบเซอร์กิตเบรกเกอร์ และเปิดทำการซื้อขายรอบใหม่อีกครั้งเวลา 11.59 น.แต่ก็ยังมีแรงเทขายออกมาไม่หยุด ซึ่งในช่วงบ่ายดัชนีหุ้นไทยไหลรูดลงไปต่ำสุดที่ระดับ 587.92 จุด ลดลงถึง 142.63 จุด คิดเป็น 19.52% เกือบจะต้องหยุดการซื้อขายตามระบบเซอร์กิตเบรกเกอร์เป็นครั้งที่สอง 
อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นได้เริ่มมีแรงช้อนซื้อกลับเข้ามา ผลักดันดัชนีปรับขึ้นมาปิดตลาดที่ระดับ 622.14 จุด ลดลง 108.411 จุด คิดเป็น 14.84% มูลค่าการซื้อขายรวม 72,131.55 ล้านบาท โดยเมื่อจำแนกการซื้อขายรายกลุ่มพบว่า นักลงทุนต่างชาติมียอดขายสุทธิ 25,121.58 ล้านบาท นักลงทุนสถาบันขายสุทธิ 2,895.52 ล้านบาท และนักลงทุนทั่วไปมียอดซื้อสุทธิ 28,017.10 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าตามราคาตลาดรวม (มาร์เก็ตแคป) อยู่ที่ 4.63 ล้านล้านบาท ลดลงไปถึง 8.2 แสนล้านบาท เมื่อเทียบกับเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม ซึ่งมาร์เก็ตแคปอยู่ที่ 5.45 ล้านล้านบาท”  

อุ๋ย

การตัดสินใจเช้า-เปลี่ยนเย็น ของ “ธนาคารแห่งประเทศไทย” และ “กระทรวงการคลัง” ภายใต้การกำกับดูแลของ “ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล” ทำให้เกิดความไม่มั่นใจเป็นอย่างยิ่งของนักลงทุนและเกิดคำถามใน 2 ประเด็นคือ 1.ประเทศไทยจะยังคงหลงเหลือความเชื่อมั่นในระบบบริหารการเงินได้แค่ไปไหน โดยเฉพาะการตัดสินใจเช้าแล้วยกเลิกเอาตอนค่ำของหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการเงินการคลังของประเทศส่งผลกระทบกับความน่าเชื่อถือเป็นอย่างยิ่ง

และ 2. ธนาคารแห่งประเทศไทย  คือหน่วยงานหลักในการ บริหารนโยบายการเงินของประเทศหรือไม่ หรือเป็นเพียงหน่วยงานที่ดำเนินการตามความต้องการของ “ผู้มีอำนาจ” โดยเฉพาะใน กรณีของ “ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในขณะนั้น เป็นอดีต “ผู้ว่าการการธนาคารแห่งประเทศไทย” อดีตนายใหญ่และผู้มีบารมีอย่างยิ่งในองค์กรธนาคารแห่งประเทศไทย

อันเป็นที่มาของ “คำถาม” สำคัญ ในช่วงนั้นว่า การกระทำของ “ธนาคารแห่งประเทศไทย” และ “กระทรวงการคลัง” ใน วัน “อังคารทมิฬ” หรือ “Black Tuesday”  19 ธันวาคม 2549 นั้น แท้ที่จริงแล้วเกิดจากความ “รู้เท่าไม่ถึงการณ์” หรือ “วาระซ่อนเร้น” ของ “ผู้มีอำนาจ” กันแน่ ???

เพราะหลังเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ “หลายคนเจ๊ง-จน” … แต่กลับมีข่าวกระเส็นกระสายว่า  “บางคนรวย” !!!!

Related News

Share

About Author

mark