“สุเทพ เทือกสุบรรณ” หัวหน้าม็อบกบฏ กปปส. และ มวลมหาสาวกประชาธิปัตย์ (ปชป.) ฮึกเหิมอย่างมากกับการที่ “ปลุกระดมชาวนา” ให้ขึ้นมาร่วมล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย

แม้ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” และ “มวลมหาสาวก ปชป.” จะรู้อยู่แก่ใจว่าพวกเขาเองที่ใช้ยุทธศาสตร์ “ปากว่าตาขยิบ” ในการกระทำกับ “ชาวนา” เพราะในขณะที่ “ม็อบกบฏ กปปส.” กำลังพร่ำบอกว่า ต้องการจะช่วยเหลือชาวนาและโยนความผิดมาที่ภาครัฐที่ยังไม่สามารถจ่ายเงินโครงการรับจำนำข้าวได้ แต่ในใจ “ม็อบกบฏ กปปส.” ก็รู้ตัวเป็นอย่างดีว่าเป็นกลุ่มคนผู้เดินสายไปปิดล้อม “สถาบันการเงิน”ต่างๆ พร้อมโห่ร้องว่า “อย่าให้เอาเงินไปจ่ายให้ชาวนาได้” !!! 

และด้วย ยุทธศาสตร์ “ปากว่าตาขยิบ” ได้ทำให้ ขณะนี้ ทุก “มวลโมเลกุลมหาสาวก ปชป.” กลายเป็น “ผู้รู้เรื่องจำนำข้าว-ระบายข้าว”
ทุกหน่วย-ทุกองค์กร ภายใต้การกำกับของ “ม็อบกบฏ” พากันออกมาโจมตีเรื่อง “จำนำข้าว-ระบายข้าว” ด้วยข้อมูลที่ “งูๆ ปลาๆ” กันอย่างสนุกสนาน
โดยหารู้ไม่ว่า “วิธีการระบายข้าว” ที่ “ประหลาดมหัศจรรย์” ที่สุดในโลกนี้ เกิดขึ้นในยุค “รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์” ที่มี “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เป็น “นายกรัฐมนตรี” จนกลายเป็น “กลวิธีการทุจริต” ที่ ลับๆล่อๆ ที่ถูกล่าวขานว่าสร้างความเสียหายแบบที่ประเมินค่าไม่ได้!!!
เพราะมีทั้ง การปิด “ลับ” ประกาศระบายข้าวสารในสต็อกรัฐบาล – การเสนอซื้อข้าวนับหมื่น-นับแสนตัน ด้วยกระดาษเพียงแผ่นเดียว -การเจรจาต่อรองราคาซื้อขายข้าวสารทางโทรศัพท์ – กลเม็ดการแบ่งกันกิน เอื้อกันโกงอย่างแยบคาย ที่เชื่อได้ว่าทำให้ทั้ง “พรรคประชาธิปัตย์” และ “พรรคร่วมรัฐบาล” ต่างอิ่มหมีพลีมัน !!!
ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม – ธันวาคม 2553 “รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ได้ดำเนินการ “ระบายข้าวสารในสต็อกรัฐบาล” ด้วย “วิธีการประหลาด” ไปทั้งสิ้น 3,458,743 ตัน (สามล้านสี่แสนห้าหมื่นแปดพันเจ็ดร้อยสี่สิบสามตัน) คิดเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น 44,268,901,468 บาท (สี่หมื่นสี่พันสองร้อยหกสิบแปดล้านเก้าแสนหนึ่งพันสี่ร้อยหกสิบแปดบาท) ให้กับ บริษัทผู้ส่งออกเพียง “8 ราย” จากทั้งหมด 317 รายอย่างน่าตกใจ !
ซึ่งเท่านี้หลายท่านอาจจะเกิดคำถามว่า “เป็นไปได้อย่างไรที่ ผู้ประกอบการทั้งหมด 317 บริษัท แต่ “รัฐบาลพรรค ปชป.” เลือกระบายข้าวให้เพียงแค่ 8 บริษัทเท่านั้น” ???
…นี่คือ “ความประหลาด” อย่างแรก ของ “วิธีการระบายข้าวประหลาดของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” !!!
เรื่องทั้งหมดแดงขึ้นเมื่อ “อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ” ขณะนั้น ในฐานะ “ประธานคณะทำงานดำเนินการระบายข้าวสาร” ได้ทำหนังสือ “ลับมาก” ถึงหน่วยงานเกี่ยวข้องอ้างว่า มติ ครม.เรื่องกรอบยุทธศาสตร์การระบายข้าวสารตามโครงการแทรกแซงของรัฐบาล เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2553 และมีมติให้คณะอนุกรรมการพิจารณาระบายจำหน่ายข้าวสารพิจารณากำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการตามกรอบยุทธศาสตร์รวมถึงปริมาณการจำหน่ายด้วยความระมัดระวังโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อภาวะราคาตลาดและให้คณะทำงานดำเนินการระบายข้าวสารเป็นผู้ดำเนินการและนำเสนอประธานคณะอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าวสารพิจารณาอนุมัติ แล้วเสนอให้ประธานกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติหรือรองประธานกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี) พิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนลงนามกับคู่สัญญา
โดยเป็นการระบายข้าวสาร 3 ชนิด ในสต็อกของรัฐบาล ประกอบไปด้วยข้าวหอมปทุมธานีนาปีปี 2551/52 และนาปรังปี 2552, ข้าวเหนียวขาว 10% นาปีปี 2551/52 และนาปรังปี 2552 และข้าวขาว 5% นาปรังปี 2551 นาปี 2551/52 และนาปรังปี 2552 ให้กับผู้ส่งออกบางรายในวงการค้าข้าวเพียง 3 ราย ที่มีความใกล้ชิดกับคนในรัฐบาล
แต่ปรากฏความผิดปกติตรงที่ เอกสารได้ระบุว่า “การดำเนินการในทางลับ…เพื่อประโยชน์ของทางราชการ” !!!
เมื่อตรวจสอบเพิ่มเติมถึง “ข้ออ้าง” ให้มี “การดำเนินการในทางลับ…เพื่อประโยชน์ทางราชการ” กลับพบว่า ต้นเรื่องมาจาก “นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี” รองนายกรัฐมนตรี ได้สั่งห้ามไม่ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐให้ข่าวแก่สื่อมวลชนในเรื่องที่เกี่ยวกับการระบายข่าวสารในสต็อกของรัฐบาล  โดยอ้างว่าการประกาศเชิญชวนให้ร่วมประมูลข้าวสารในสต็อกของรัฐบาล ทำให้ราคาข้าวในท้องตลาดตกต่ำ!!
ในทางกลับกัน วิธีการปิดลับ” เช่นนี้ส่งผลให้เกิดช่องว่างเรื่อง “ความโปร่งใส” อย่างรุนแรง และเป็นเหตุให้เกิดการทุจริตตามมาอย่างมโหฬาร !!!

11
จากนั้น “คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.)” ก็ได้มีมติเปลี่ยนแปลง “กรอบยุทธศาสตร์การดำเนินการระบายข้าวสารตามโครงการแทรกแซงของรัฐบาล” และนำเรื่องเสนอ “คณะรัฐมนตรี (ครม.)” รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ และได้มี “มติ ครม.” ออกมาเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2553 “รับทราบกรอบยุทธศาสตร์การดำเนินการระบายข้าวสารตามโครงการแทรกแซงของรัฐบาล ตามที่คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติเสนอ และเห็นชอบให้คณะอนุกรรมการพิจารณาระบายจำหน่ายข้าวสารพิจารณากำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการตามกรอบยุทธศาสตร์รวมถึงปริมาณการจำหน่ายด้วยความระมัดระวัง โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อภาวะราคาตลาด และให้คณะทำงานดำเนินการระบายข้าวสารเป็นผู้ดำเนินการ และนำเสนอประธานคณะอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าวสารพิจารณาอนุมัติ แล้วเสนอให้ประธานกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติหรือรองประธานกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี) พิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนลงนามในสัญญากับคู่สัญญาต่อไป”
โดยหัวใจของการเปลี่ยนแปลง “กรอบยุทธศาสตร์การดำเนินการระบายข้าวสารฯ” ครั้งนี้ เป็นผลให้เกิด “ประมูลข้าวสารในสต็อกรัฐบาล” และ “ระบายข้าว” แบบ “ลับๆ” จำนวนมากกว่า 3.4 ล้านตัน ในระยะเวลาเพียง 5 เดือน ให้กับ บริษัทผู้ส่งออกเพียง “8 ราย” จากที่มีทั้งหมด 317 บริษัท !!!

12โดย “ประธานคณะทำงานดำเนินการระบายข้าวสาร” ขณะนั้น ได้อาศัย “มติ ครม.” ดังกล่าวนี้ ในการเปลี่ยนวิธีการระบายข้าวสารใหม่ จากเดิมที่จะมีการ “ประกาศเชิญชวนร่วมประมูลข้าวสารในสต็อกรัฐบาลเป็นการทั่วไป” เป็น “ให้ผู้ส่งออก” ที่มีคำสั่งซื้อข้าวจากต่างประเทศในปริมาณมาก มายื่นคำเสนอขอซื้อข้าวสารในสต็อกของรัฐบาลแทน โดยไม่มีการออกประกาศเชิญชวนอีกแต่อย่างใด
และเมื่อมีผู้ประกอบการส่งออกข้าวยื่นคำเสนอขอซื้อแล้ว คณะทำงานดำเนินการระบายข้าวสารจะมีการเจรจาต่อรองราคากับผู้ส่งออกทางโทรศัพท์เป็นรายๆไป เมื่อสามารถตกลงราคากันได้แล้วคณะทำงานดำเนินการระบายข้าวสารจะนำเสนอผลการเจรจาให้ประธานคณะอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าวสาร (นางพรทิวา นาคาศัย) พิจารณาอนุมัติ แล้วเสนอให้รองประธานกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (นางไตรรงค์ สุวรรณคีรี) พิจารณาให้ความเห็นชอบ
ซึ่งความผิดปกติในส่วนนี้ หลายองค์กรตรวจสอบ โดยเฉพาะ “คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ดำเนินการตรวจสอบมาตั้งแต่ปี 2553 แล้วเพียงแต่ยังไม่มีความคืบหน้า 

ทั้งๆที่  ชัดเจนว่า  “การระบายข้าวสารในสต็อกรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” …ปิด “ลับ” สำหรับ “ผู้ส่งออกเอกชน” เฉพาะบางราย
และ ชัดเจน ทุกกระบวนการ “ปิดลับ” ทุกขั้นตอน ตั้งแต่ ประกาศเชิญชวน-เปิดประมูล-ต่อรองราคา”
โดย ผลจากการ “ปิดลับ” อย่างปริศนา ทำให้ “การระบายข้าวสารในสต็อกรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ตลอดระยะเวลา ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม – ธันวาคม 2553 จำนวน 3,458,743 ตัน (สามล้านสี่แสนห้าหมื่นแปดพันเจ็ดร้อยสี่สิบสามตัน) ให้กับ “เอกชนผู้ส่งออก” เพียง 8 รายกลายเป็นการ “ปิดลับ” เฉพาะ “บริษัทผู้ส่งออกบางราย” ทำให้ “มูลค่า” ที่ได้จาก “การระบายข้าวสารในสต็อกรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” จำนวน 3.4 ล้านตันนั้น จึงได้เพียง 44,268,901,468บาท (สี่หมื่นสี่พันสองร้อยหกสิบแปดล้านเก้าแสนหนึ่งพันสี่ร้อยหกสิบแปดบาท) ซึ่งระบายได้เฉลี่ย เพียงตันละ 12,000 บาท เท่านั้น !!
ทั้งที่จริง “ข้าวสารในสต็อกรัฐบาล” ดังกล่าวควรระบายได้อย่างน้อยตันละ 15,000 บาท
น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งว่า ส่วนต่างอย่างน้อยประมาณ “ตันละ 3,000 บาท”… หายไปไหน ?
และส่วนต่างประมาณตันละ 3,000 บาท จากจำนวนข้าว 3.4 ล้านตัน ประมาณกว่า 15,000 ล้านบาท…เข้ากระเป๋าใคร??
“คำตอบ” ไม่ต้องไปหาที่ไหนไกล เพราะทั้งหมดอยู่ที่ “มติ ครม.” วันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ.2553 ทั้งหมด…
“… รับทราบกรอบยุทธศาสตร์การดำเนินการระบายข้าวสารตามโครงการแทรกแซงของรัฐบาล ตามที่คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติเสนอ และเห็นชอบให้คณะอนุกรรมการพิจารณาระบายจำหน่ายข้าวสารพิจารณากำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการตามกรอบยุทธศาสตร์รวมถึงปริมาณการจำหน่ายด้วยความระมัดระวัง โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อภาวะราคาตลาด และให้คณะทำงานดำเนินการระบายข้าวสารเป็นผู้ดำเนินการ และนำเสนอประธานคณะอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าวสารพิจารณาอนุมัติ แล้วเสนอให้ประธานกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติหรือรองประธานกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี) พิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนลงนามในสัญญากับคู่สัญญาต่อไป”…
นี่คือ 5 เดือน …นี่แค่ 3.4 ล้านตัน…แล้ว 2 ปีกว่าๆ รัฐบาล ปชป. มูลค่า “ความเสียหาย” จะเท่าไร ?
และ “ส่วนต่าง” ไหลเข้า “กระเป๋าใคร” ??
เรื่องทั้งหมด อยู่ที่ “คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)” ที่สอบสวนมากว่า 5 ปีแล้ว !!!

Related News

Share

About Author

mark