จากกรณีที่มีการเสนอข้อมูลหลักฐาน หนังสือที่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้แจ้งถึง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีขณะนั้นเพื่อแจ้งเตือนการทุจริตโครงการประกันรายได้เกษตร
โดย “ป.ป.ช.” ระบุอย่างชัดเจนว่า “มีการทุจริตและปฏิบัติการอย่างเป็นระบบและกระบวนการด้วยกลวิธีที่ฉ้อฉลบิดเบือนและแสวงหาประโยชน์ที่ไม่ควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายในทุกขั้นตอน ซึ่งจะส่งผลเสียหายต่อประเทศมหาศาล”

( คลิก : เปิดหนังสือ “ป.ป.ช.”เตือน “รบ.อภิสิทธิ์”ทุจริตประกันรายได้ โกงเป็นระบบ-หาประโยชน์มิชอบทุกขั้นตอน แต่กลับไม่ยอมสอบมา 4ปี ชี้ “มาตรฐานองค์กรอิสระ” เลือกอุ้ม-เลือกข้าง-เลือกปฏิบัติ ? )

กลายเป็น “หลักฐานสำคัญ” ที่ชี้ให้เห็นถึง “มาตรฐาน” ของ “ป.ป.ช.” ในการเลือกปฏิบัติ เร่งดำเนินการเฉพาะกรณีโครงการรับจำนำข้าว เมื่อเปรียบเทียบกับคดีการทุจริตการระบายข้าวของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2552-2553
ล่าสุดได้มีการตรวจสอบพบว่า กรณี “โครงการประกันรายได้เกษตรกร” ของ “รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นั้นเกิดการทุจริตที่เรียกกันว่า “ทุจริตจดทะเบียนลม” อย่างมากมายมหาศาล และส่งผลเสียหาย เป็นภาระด้านงบประมาณของประเทศ ในระยะเวลา 2 ปีที่ดำเนินโครงการจำนวนกว่าแสนล้านบาท !!!
โดยได้ตรวจสอบพบเอกสารของ “สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี” ที่ นร 0110/4618 ลงวันที่ 29 กรกฎาคม 2553 ซึ่งเป็น “รายงานผลการติดตามและเร่งการดำเนินงานโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2552/53” ต่อ “คณะรัฐมนตรี (ครม.)” โดยมีเนื้อหาระบุว่า “คณะกรรมการติดตามและเร่งรัดการดำเนินงานโครงการประกันรายได้เกษตกร” ที่มี “ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี” เป็นประธาน ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อมูลร้อยละ 100 ในพื้นที่เพาะปลูกของเกษตรกรที่ผลการเปรียบเทียบข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมของสำนักงานพัฒนาโทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (สทอภ.) กับข้อมูลการขึ้นทะเบียนเกษตรกรมีความแตกต่างกันเกินกว่าร้อยละ 20 ซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น 29 จังหวัด ได้แก่ พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สระบุรี นครปฐม ประจวบคีรีขันธ์ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร สระแก้ว ขอนแก่น ชัยภูมิ นครพนม นครราชสีมา บุรีรัมย์ มหาสารคาม มุกดาหาร ยโสธร ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ สกลนคร สุรินทร์ หนองบัวลำภู อุบลราชธานี เลย กำแพงเพชร ตาก อุตรดิตถ์ เชียงใหม่ เพชรบูรณ์และแพร่
โดยมีการตั้งคณะอนุกรรมการติดตามผลการดำเนินงานโครงการประกันรายได้เกษตรกร ในระดับพื้นที่ของทั้ง 29 จังหวัดดังกล่าวและพบมีการขึ้นทะเบียนและผ่านการประชาคม ของคณะอนุกรรมการฯ เปรียบเทียบกับข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม แตกต่างอย่างชัดเจนกับข้อมูลการขึ้นทะเบียนเกษตรกร
ซึ่งจากการวิเคราะห์ข้อมูลภาพและแปรภาพถ่ายจากดาวเทียมพบว่าจากจำนวน 29 จังหวัดดังกล่าวมีจำนวนทั้งสิ้น 14 จังหวัดที่มีพื้นที่แตกต่างกันมากกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ คือ ลพบุรี สระบุรี สมุทรสาคร ขอนแก่น ชัยภูมิ นครพนม มุกดาหาร ยโสธร ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ สกลนคร สุรินทร์ อุบลราชธานี และเลย สำหรับพื้นที่ภาคกลาง ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออกและภาคตะวันตก จำนวน 62 จังหวัด ในการแปลตีความครั้งที่ 1 มีพื้นที่ปลูกข้าวนาปรัง จำนวน 13,489,933 ไร่ ในการแปลตีความ ครั้งที่ 2 มีพื้นที่ปลูกข้าวนาปรัง จำนวน 14,556,672.21 ไร่ เพิ่มขึ้นจาก ครั้งที่ 1 จำนวน 1,068,739.21 ไร่ เมื่อนำผลการแปลตีความในครั้งที่ 2 เปรียบเทียบกับข้อมูลการขึ้นทะเบียนเกษตรกรและการผ่านประชาคม ในพื้นที่ 62 จังหวัด ซึ่งมีจำนวน 16,351,790 ไร่ มีความแตกต่างกันจำนวน 1,795,117.79 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 10.98

จำนวนตัวเลขความแตกต่างระหว่าง “ข้อมูลการขึ้นทะเบียนเกษตรกร” กับ “ภาพถ่ายดาวเทียม” สูงถึง 1,795,117.79 ไร่ หรือสูงถึงกว่าร้อยละ 10.98 นั้น คือ “หลักฐาน” ชั้นดีที่ฟ้องให้เห็นว่าเกิดการ “ทุจริตทะเบียนลม”
การ “ทุจริตจดทะเบียนลม” ดังกล่าวนี้ คือ “จำนวนพื้นที่และผลผลิต” จากการเพาะปลูกที่ “งอก” ขึ้นมา แล้วถูกอ้างเป็นเงื่อนไขในการ “ขอรับเงินค่าชดเชยส่วนต่างระหว่างราคาอ้างอิงกับราคาประกัน” จากภาครัฐที่ถือว่าสูงมากอย่างยิ่ง
ซึ่งพฤติการณ์การทุจริตดังกล่าว “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลและประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) รับรู้เป็นอย่างดี เนื่องจากได้มีการรายงานกรณีดังกล่าวนี้ให้ “คณะรัฐมนตรี(ครม.)” รับทราบอยู่ตลอดเวลา
จากการตรวจสอบพบวงเงินงบประมาณพบว่า ตลอดระยะเวลากว่า 2 ปีที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ดำเนินการ “โครงการประกันรายได้เกษตรกร” ได้สร้างภาระด้านงบประมาณ 90,455.35 ล้านบาทและเป็นเงินกู้จำนวนถึง 40,000 ล้านบาท
รวมความเสียหายที่ใช้เงินในโครงการประกันรายได้ อาจจะสูงถึง 130,455.35 ล้านบาท

ล่าสุด “ป.ป.ช.” ออกมาแสดงความตั้งอกตั้งใจจะเอาผิด “โครงการรับจำนำข้าว” โดยเฉพาะตัว “นายกรัฐมนตรี” ในฐานะหัวหน้าผู้บริหารราชการแผ่นดินตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 มาตรา 11 ให้ได้

ก็ต้องถามกลับไปยัง “ป.ป.ช.” ว่า “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” อดีตนายกรัฐมนตรี ที่มีการดำเนิน “โครงการประกันรายได้เกษตรกร” และพบว่าเกิดการ “ทุจริตอย่างเป็นระบบ ทุกขั้นตอน และมากมายมหาศาล” ตามหนังสือเตือนของ “ป.ป.ช.” นั้นอยู่ในฐานะ “หัวหน้าผู้บริหารราชการแผ่นดินตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 มาตรา 11 เช่นเดียวกันหรือไม่ ???

หาก “กรรม ป.ป.ช.” ไม่กล้าตอบ … “วิชา มหาคุณ” โฆษกและกรรมการ ป.ป.ช. ที่ยอมรับแล้วว่าได้เป็น ป.ป.ช.เพราะ รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 มอบให้ … ตอบหน่อย !!!

 

โกง1

 

โกง2

 

โกง3

 

โกง4

Related News

Share

About Author

mark