วันที่ 9 เมษายน 2557 คณะกรรมการสรรหากรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ที่มีเพียง นายดิเรก อิงคนินันท์ ประธานศาลฎีกา เป็นประธานการประชุม และมี นายจรูญ อินทจาร ประธานศาลรัฐธรรมนูญ และ นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล ประธานศาลปกครองสูงสุด

ประชุมร่วมกันพิจารณาคัดเลือกบุคคลเข้ารับการสรรหาเป็นกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แทนนายใจเด็ด พรไชยา ที่พ้นจากตำแหน่ง เนื่องจากมีอายุครบ 70 ปีบริบูรณ์ ซึ่งมีผู้สมัครกับรับการสรรหารวมทั้งสิ้น 14 คน โดยจะเลือกให้เหลือ 1 คน เพื่อนำเสนอประธานวุฒิสภา เพื่อนำเข้าสู่ที่ประชุมวุฒิสภา เพื่อให้ความเห็นชอบ
ซึ่งองค์ประชุมคณะกรรมการสรรหา ป.ป.ช. ครั้งนี้มีเพียง 3 คน คือประธาน 3 ศาลดังกล่าว จากที่กฎหมายกำหนดให้คณะกรรมการสรรหา มีทั้งหมด 5 คน โดยที่ประชุม มีมติเลือก น.ส.สุภา ปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลัง เป็นผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช. แทน นายใจเด็ด ที่พ้นวาระ แม้ว่า “น.ส.สุภา ปิยะจิตติ” จะ “มีคดี” ที่ถูก “ป.ป.ช.กล่าวหาและมีมติให้ไต่สวนกรณีมีส่วนร่วมหรือสนับสนุนการกระทำความผิดให้มีการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต ในกรณีการประกวดราคาให้เช่าเนื้อที่โฆษณารถโดยสารปรับอากาศ 1,109 คัน และรถโดยสารปรับอากาศรุ่น ยูโรทู 750 คัน โดยมิชอบ ซึ่งมีการแก้ไขสัญญาเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชน ขณะดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารกิจการ ขสมก.เมื่อปี 2543” ก็ตาม
ซึ่งคำถามสำคัญก็คือหาก “น.ส.สุภา ปิยะจิตติ” ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการสรรหา ที่มีประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญและประธานศาลปกครองสูงสุดคัดเลือกไปนั้น ผ่านที่ประชุมวุฒิสภา และได้เป็น “ป.ป.ช.” ในท้ายที่สุด จะกระทบความเชื่อมั่นใจ ในมาตรฐานการทำงานของ “องค์กรตรวจสอบอย่าง ป.ป.ช.” หรือไม่ ???
โดยเฉพาะ เมื่อคนเป็น “ป.ป.ช.” ถูกไต่สวนว่ามีส่วนร่วมในการทุจริต และจะต้องเป็น “ผู้ลงมติชี้มูล” ใน “คดีที่ตัวเองถูกกล่าวหา” !!!

Related News

Share

About Author

mark