เห็นได้ชัดว่า “คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)” เร่งรัดตรวจสอบ “กรณีโครงการรับจำนำข้าว” อย่างผิดปกติ เมื่อเปรียบเทียบกับ “คดีทุจริตโครงการระบายข้าวสารในสต็อกรัฐบาล” ของ “รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”

เพราะเมื่อเปรียบเทียบระยะเวลาดำเนินการ โดย “คดีทุจริตโครงการระบายข้าวสารในสต็อกรัฐบาล” ยุค “รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ที่ “ป.ป.ช.” มีมติตั้ง “อนุกรรมการฯ” ขึ้นมาตรวจสอบ ตั้งแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2553 อีกทั้ง “กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)” ได้ทำหนังสือ รายงานผลการสอบสวนของดีเอสไอ พร้อมข้อมูลหลักฐาน ไปให้อีกครั้งตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคม 2555 … มาจนถึงวันนี้ ก็ยังไม่มีใครได้เห็นความคืบหน้าของ “ป.ป.ช.” 
แต่กับ “กรณีโครงการรับจำนำข้าว” ที่เพิ่งมีการยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช.ได้ไม่นานและเพิ่งมีการดำเนินการสอบสวนอย่างเป็นทางการ โดยมี “วิชา มหาคุณ” กรรมการ ป.ป.ช. เป็น “อนุกรรมการฯ สอบสวน” แต่กลับ “แถลงข่าวความคืบหน้า” ไม่เว้นแต่ละวัน !!!
อย่างนี้ “เลือกปฏิบัติ” และ “สองมาตรฐาน” อย่างเห็นได้ชัดหรือไม่ ???
แต่ไม่ใช่จะมีเพียงเท่านี้ ที่แสดงให้เห็น “มาตรฐานการทำงาน” ของ “องค์กร ป.ป.ช.” แห่งประเทศไทย

เพราะยังมี “คดีประวัติศาสตร์ ปรส.” ที่นับเป็น “ความชั่วร้ายแรง” ของ “พรรคประชาธิปัตย์ (ป.ช.ป.)” อีกคดีหนึ่งที่น่าสนใจ!!
โดย “คดีอัปยศ ปรส.” นั้นเกิดขึ้นภายหลังเหตุการณ์ “วิกฤติเศรษฐกิจฟองสบู่แตก” เมื่อปี 2540  จากนั้น “ชวน หลีกภัย” หัวหน้าพรรค ปชป. ก็ได้ฉวยโอกาสที่ “รัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ” กำลัง เซ-ถลำ สวมรอยเข้ามาครองอำนาจรัฐ เป็น “รัฐบาล”
เมื่อ “ชวน หลีกภัย” และ “พลพรรค ปชป.” ได้แอ็คอาร์ทแก้ไขปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ ก็เร่งขายทรัพย์สินของ “องค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน” หรือ “ปรส.” เกี่ยวกับ 56 สถาบันการเงินที่ถูกปิดกิจการไปก่อนหน้า ให้กับต่างชาติในราคาถูกแสนถูก!!!

จากมูลค่าประมาณ 851,000 ล้านบาท

ด้วยความฉลาดหลักแหลม ของ “ชวน หลีกภัย” และ “ทีมเศรษฐกิจพรรค ปชป.”  !!!

จึงพยายามนำไป “เร่ขาย” ให้กับ “ต่างชาติ” ด้วยมูลค่าเพียง 190,000 ล้านบาท

“ขาดทุน” สุทธิ 661,000 ล้านบาท (หกแสนหกหมื่นหนึ่งพันล้านบาท) !!!
โดยก่อนหน้านี้ “กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)” ได้สรุปสำนวนความผิด “คดี ปรส.”  เอาไว้ว่า ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และยังพบว่ามีหลายกรณีไม่เป็นไปตามกฎหมายระเบียบหลักเกณฑ์รวม 10 ประเด็น เรียบร้อยแล้ว คือ
1. ปรส.ยินยอมให้นิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับ ปรส.เข้าประมูลซื้อทรัพย์สินจาก ปรส.โดยมิชอบ
2. คณะกรรมการ ปรส.บางคนมีส่วนเกี่ยวข้องปกปิดข้อเท็จจริง กระทำการโดยไม่โปร่งใส
3. ข้อกำหนดของ ปรส.ที่ให้ผู้ชนะการประมูลโอนสิทธิได้ขัดต่อกฎหมาย
4. การโอนสิทธิของผู้ชนะการประมูลไม่ชอบขัดต่อ พ.ร.ก.ปรส.
5. ข้อกำหนดการขายทรัพย์สินของคณะกรรมการ ปรส.ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
6. คณะกรรมการ ปรส.และกลุ่มนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับ ปรส.ฝ่าฝืนข้อสนเทศการขายทรัพย์สิน
7. กองทุนรวมที่รับโอนสิทธิจากผู้ชนะการประมูลซื้อทรัพย์สินจาก ปรส. ยังไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล
8. มีการทำสัญญาไม่ชอบด้วยกฎหมาย
9. สิทธิของนิติบุคคลที่ชนะการประมูลไม่สมบูรณ์ เนื่องจากขาดคุณสมบัติตามข้อกำหนดการขายทรัพย์สินของ ปรส.
และ 10. ผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการ ปรส.บางคนขาดคุณสมบัติเนื่องจากดำรงตำแหน่งทับซ้อนกับสถาบันการเงินอีกแห่ง

ปสร

แต่ปรากฏว่าในส่วนของ “ป.ป.ช.” ได้จัดให้มีการแถลงข่าวเอิกเริก เมื่อ 3 มิถุนายน 2556 โดย “คณะอนุกรรมการไต่สวน คดีการดำเนินการบริหารองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน” หรือ “ปรส.” ที่มี “นายใจเด็ด พรไชยา” กรรมการ ป.ป.ช เป็นประธาน มีมติยก “คำร้อง 3 สำนวน” ประกอบด้วยคดี ที่นายธารินทร์ นิมมานเหมินทร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในสมัยรัฐบาลนายชวน หลีกภัย และผู้เกี่ยวข้องในฐานะผู้กำหนดนโยบาย โดยระบุว่าไม่มีส่วนในการขายทรัพย์สินโดยมิชอบ
แต่กลับชี้มูลความผิด 1 สำนวน คือของนายมนตรี เจนวิทยาการ เลขาธิการ ปรส. ในฐานะที่ไม่ปฏิบัติตามข้อสนเทศ เรื่องการประกาศขายทรัพย์สิน ของ ปรส.
ขณะเดียวกันยังเหลืออีก 1 สำนวนที่กล่าวหา คณะกรรมการ ปรส.ในการขายทรัพย์สิน ให้กองทุนรวมเอเชียคอบเวอรี่ คดีนี้จะ “ขาดอายุความ” ในวันที่ 31 พฤศจิกายน 2557
ชัดเจน …. “คดี ปรส.” มูลค่าความเสียหาย 661,000 ล้าน (หกแสนหกหมื่นหนึ่งพันล้านบาท) “ป.ป.ช.” ยกคำร้อง … “ปชป.”รอด !!!
ชัดเจน … “คดี ปรส.” มี “แพะ” แล้ว 1 คดี !!
และชัดเจน … “คดี ปรส.” อีก 1 คดีกำลังจะหมดอายุความ !!!

Related News

Share

About Author

mark