น่าสังเกตเป็นอย่างยิ่งว่า กรณีการ “เร่งตรวจสอบโครงการรับจำนำข้าว” อย่างผิดปกติ เมื่อเปรียบเทียบกับ “การตรวจสอบการทุจริตระบายข้าวในสต็อกรัฐบาล” ของ “รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นั้น “กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)” ที่ออกมาแอ๊คชั่นเรื่องนี้มากที่สุดคือ “วิชา มหาคุณ” 

ด้านหนึ่ง “วิชา มหาคุณ” มีตำแหน่งเป็น “โฆษก ป.ป.ช.”
แต่อีกด้านหนึ่งที่สำคัญคือ “วิชา มหาคุณ” คือ กรรมการ ป.ป.ช. ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็น “ประธานคณะอนุกรรมการไต่สวนการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว” เจ้าของ “สำนวนคดีโครงการรับจำนำข้าว” ที่เร่งรัด-เร่งรีบและรวดเร็ว ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ !!!
โดย “วิชา มหาคุณ” นั้น จบการศึกษา : ปริญญานิติศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ผ่านการทำงานในสาย “ตุลาการ” มาตลอดชีวิต ตั้งแต่ พนักงานอัยการ , ผู้พิพากษาศาลยุติธรรม , เลขานุการศาลฎีกา , ผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง , ผู้พิพากษาศาลฎีกา , ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา , ประธานแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในศาลฎีกา จากนั้นกระโดดมาเป็น “คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)” ภายหลังเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ยุครุ่งเรืองของตุลาการภิวัฒน์ !!!
ซึ่งจังหวะการก้าว-กระโดดของ “วิชา มหาคุณ” จาก “ผู้พิพากษา” มาเป็น “ป.ป.ช.” นั้นถือว่า “โลดโผน” และน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง
โดย “วิชา มหาคุณ” ได้ยอมรับเอง จากคำสัมภาษณ์ใน  “หนังสือที่ระลึกวันศาลยุติธรรม 21 เมษายน 2550” ในวาระ 125 ปีศาลยุติธรรมยุคใหม่ ในหน้า 31-34 ระบุถึงการเข้ามารับตำแหน่ง ป.ป.ช.ของตัวเองว่า…
…ตั้งแต่ตอนที่ผมอยูศาลฎีกา ตอนช่วงเป็นประธานแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในศาลฎีกาก็ร่วมอยู่ในที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาที่วินิจฉัยถึงปัญหาเกี่ยวกับ กกต.ถึงการเลือก กกต.ชุดใหม่ว่าทางสภา ทางวุฒิสภาเขาขอความร่วมมือเลือก กกต.แทนตำแหน่งที่ว่าง ซึ่งผมก็อยู่ในกลุ่มที่ไม่เห็นด้วย เห็นว่าควรจะต้องเลือกใหม่ทั้งหมด ถือว่า กกต.ชุดเดิมหมดความชอบธรรม เนื่องจากว่าการเลือกตั้งที่ไม่ชอบ มีการทุจริต มีปัญหาต่างๆ น่าจะต้องเปลี่ยนทั้งชุด ในที่สุดเสียงเกือบทั้งหมดของที่ประชุมใหญ่ก็เห็นคล้อยตามที่ให้เลือกใหม่ทั้งหมด
ดังนั้นก็เป็นภาระของทางศาลฎีกาว่าเมื่อทาง กกต. ชุดเดิมถูกจำคุกอยู่ก็มีการลาออกด้วย ก็ทั้งหมดไปทั้งชุดอย่างที่เราประสบมา ก็กลับเข้ามาสู่ที่ว่าที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาจะต้องเลือกทั้งชุดทั้งหมด ผมก็ถูกเสนอชื่อจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาให้เป็นคนหนึ่ง เป็นหนึ่งในแคนดิเดตเป็นกรรมการการเลือกตั้ง กกต. จนในที่สุดที่ประชุมใหญ่ก็เลือกผม โดยผมมีคะแนนเป็นอันดับหนึ่ง แต่ไปถึงวุฒิสภาแล้วปรากฏว่าวุฒิสภาไม่เลือก ก็เลือกชุดนี้ที่เป็น กกต.อยู่ในปัจจุบัน กกต.ที่ไม่เลือกก็มีผม มีท่านวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ มีท่านอุดม เฟื่องฟุ้ง แต่ว่าทางวุฒิสภาเห็นว่าไม่เหมาะสมก็ว่ากันไป คือกลายเป็นว่ามีบัญชีคนที่ไม่ให้เป็น ก็นึกว่าคงจะหมดภาระแล้ว สบายใจแล้ว เพราะว่าที่จริงแล้วผมก็ไม่ได้ปรารถนาที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยว เพราะว่ามันเปลืองตัว เราใกล้จะพ้นจากตำแหน่งแล้ว เราเป็นผู้พิพากษาอาวุโสสบายๆ ดีกว่าแต่ว่าพอพ้นตำแหน่งแล้วก็มาเป็นผู้พิพากษาอาวุโสในศาลล้มละลายกลาง ระหว่างที่ยังไม่ได้ไปรับตำแหน่ง
ทางบ้านเมืองเกิดมีความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ก็คือมีการรัฐประหารในการปฏิวัติรัฐบาล ก็เกิดคณะกรรมการปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน เราก็ได้แต่ติดตามว่านี่เขารัฐประหารแล้ว เขายุบหมด คณะทุกชุด ตั้งแต่ศาลรัฐธรรมนูญ ไล่ลงมาคณะกรรมการ กกต. อะไรก็เลิกหมด เราก็ไม่ได้คิดว่าจะเกี่ยวข้องอะไร ก็พอดีในวันรุ่งขึ้นจากวันปฏิวัติมีท่านผู้พิพากษาที่ไปช่วยงานที่ในคณะ จะเรียกว่าช่วยงานรึเปล่า เรียกว่าเป็นคณะผู้พิพากษาที่ว่าจะต้องเข้าไปชี้แจงข้อมูล ท่านโทรศัพท์มาหาผมว่าเขาจะทาบให้เป็นกรรมการ ป.ป.ช. จะเอามั้ย ผมก็ถามว่ามีใครบ้าง เขาก็บอกว่ามีการทาบทามท่านวสันต์ ท่านอุดม ผมก็บอกว่าดีสิ ถ้าเผื่อเป็นกลุ่มที่รู้ใจกันอยู่แล้ว ท่านวสันต์ก็เพื่อนรักกัน ก็บอกว่าถ้ามีพวกเราทางตุลาการชั้นผู้ใหญ่ที่ว่านี้ก็คงไม่ขัดข้องก็นึกว่าไม่มีอะไรก็หายเงียบไป และสักพักหนึ่ง สัปดาห์หนึ่ง ท่านผู้ใหญ่ที่อยู่ในกระบวนการนี้ ตอนนี้น่าจะเปิดเผยได้คือ ท่ายมีชัย ฤชุพันธุ์ ท่านโทรมาหาผมโดยตรงถามผมว่าตกลงยังยืนยันอยู่มั้ยว่าจะเป็นกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ผมก็ถามย้ำคำเดิมว่ามีใครบ้าง ท่านก็บอกว่าทาบทามแล้ว ท่านวสันต์ไม่เอา แต่ว่ามีท่านผู้พิพากษาคือ ท่านวิชัย วิวิตเสวี แล้วก็ท่านอุดม ตอนแรก ผมก็บอกว่าถ้าเผื่อมีผู้พิพากษาอยู่ด้วยก็ยินดีรับทำ ถามว่าแล้วคัดเลือกยังไง เขาก็บอกว่ากำลังกลั่นกรองรายชื่ออยู่มีผมเป็นคนหนึ่งอยู่ด้วย ผมก็บอกว่าไม่ขัดข้อง แต่ว่าผมถามอยู่คำหนึ่งว่าเป็นคณะชั่วคราวหรือว่าเป็นคณะถาวร ถ้าเป็นคณะชั่วคราวผมไม่เอา คณะชั่วคราวก็เหมือนอย่างตั้งมาเพื่อตรวจสอบทุจริตอย่าง คตส. ผมไม่เอา เพราะว่ามันเหมือนไปเล่นงานใครโดยเฉพาะ ถ้าเราทำก็หมายความว่าทำเพราะว่าเราทำตามหน้าที่ไม่ได้มุ่งประสงค์ที่จะไปจัดการกับใครคนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะ ท่านก็บอกว่าถาวร ถามว่ากี่ปี ท่านบอกว่า 9 ปี ตามระบบของ ป.ป.ช. งั้นก็ไม่ขัดข้อง แจ้งไป วันรุ่งขึ้นเขาก็ตามไปตั้งเป็นกรรมการ ป.ป.ช.
ในการทำงาน อย่างน้อยก็ต้องมีทีมงานที่รู้ใจกันบ้าง ไม่ใช่ว่าเข้าไปแบบโดดเดี่ยว หัวเดียวกระเทียมลีบ เพราะงานประเภทนี้มันเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย งานที่เกี่ยวข้องกับคดี ซึ่งเราจะต้องได้รับความร่วมมือจากทางศาลด้วย ได้รับความร่วมมือจากทีมงานที่ทำงานด้วยกันและรู้ใจกัน ซึ่งตอนหลังนี้พอเข้ามาแล้วได้ยินชื่อประกาศว่าท่านวิชัย คนหนึ่งก็โอเค เป็นเพื่อนร่วมรุ่น และก็ท่านอาจารย์สมลักษณ์ ซึ่งก็รู้จักกันดี ก็คุ้นเคยกันและเคารพท่านมาก เป็นสุภาพสตรีด้วย ตุลาการชั้นผู้ใหญ่ เวลาคิดอะไรมันก็จะมีลักษณะที่คล้ายๆกัน แต่โอเค มันไม่จำเป็นจะต้องมีตุลาการจำนวนมาก ไม่จำเป็นต้องทุกคน เพราะว่ากรรมการ ป.ป.ช. ควรจะมาจากที่มาหลากหลาย อันนี้จะได้แนวความคิดที่กว้างออกไป ถ้ามีแต่เฉพาะศาลความคิดมันก็เป็นเรื่องของกรอบเดียวกัน พูดง่ายๆ ว่าไม่ได้คิดแตกต่างออกไป แต่อย่างนี้เรายังมีทั้งศาล อัยการ ทั้งคณะกรรมการ ทั้งเศรษฐศาสตร์ ทั้งเภสัชกรใช่มั้ย ท่านอาจารย์ภักดี ก็มีหลากหลาย แต่ว่ามีศาล 3 คนเราก็พอใจ

…ชัดเจนในการกระบวนการ “เลือกจิ้ม” ของ “คมช.” …ที่ “มีชัย ฤชุพันธ์” เป็นตัวหลัก ซึ่งต่อมามีตำแหน่งเป็น “ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)” ของ “คมช.”  !!
… ชัดเจนในการวางตัว “วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์” ให้เป็น “กรรมการ ป.ป.ช.” ในตอนแรก แม้ตอนหลัง “วสันต์” จะไม่รับตำแหน่ง…แต่ก็กลับมานั่งเป็น “ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ” และ “ประธานศาลรัฐธรรมนูญ” ในเวลาต่อมา !!
…ชัดเจนในการวางตัว “อุดม เฟื่องฟุ้ง” ให้เป็น “กรรมการ ป.ป.ช.” ในตอนแรก … แม้ตอนหลัง “อุดม” จะไม่ได้รับตำแหน่ง ..แต่จากนั้นก็มี “ชื่อ” ไปเป็น “คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ (คตส.)” !!
… ชัดเจนในการ “วางตัว” แต่ละคน แต่จะกลุ่ม แต่ละองค์กร เพื่อดำเนินการกับ “ข้างใด-ข้างหนึ่ง” เพียงข้างเดียว !!
… ชัดเจนในการลากตั้ง และ ชัดเจนในการกระทำ !!
แล้วอย่างนี้มัน “ยุติธรรม” ตรงไหน !!!

วช4

วช5

วช6

วช7

Related News

Share

About Author

mark