เตรียมตัวเข้าปิ้งอีก 1 สำหรับ “แกนนำม็อบกบฏ กปปส.” เมื่อ “พุทธะอิสระ” หรือ “พระสุวิทย์ ธีรธมฺโม” หรือ “นายสุวิทย์ ทองประเสริฐ” เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม ได้รับการยืนยันจาก “นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์” ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติว่า “ทำผิดพระธรรมวินัย” ของสำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม (มส.) ในการชักชวนประชาชนให้ทำผิดกฎหมาย..
ย้ำกันให้ชัดเจนว่า “ถูกจับ” เมื่อไร … “สึก” ได้ทันที !!!
และล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ขอให้ศาลออก “หมายจับ” ในข้อหาขัดขวางการเลือกตั้ง ภายหลังนำพาสาวกบุกปิดล้อมสำนักงานเขตหลักสี่ เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2557 จนเป็นเหตุให้เกิดการปะทะกันด้วยอาวุธสงครามอย่างรุนแรง !!
โดย “พุทธะอิสระ” นั้น ตามประวัติที่มีการเผยแพร่ต่อๆกันมา คือเดิมชื่อ “นายสุวิทย์ ทองประเสริฐ” เป็นชาวคลองเตย กรุงเทพมหานคร แต่กำเนิด บวชครั้งแรกเมื่ออายุ 20 ปี ที่วัดคลองเตยใน เขตคลองเตย บวชได้เพียงพรรษาเดียว ก็สึกออกไปเป็นทหาร 2 ปี หลังเสร็จภารกิจทางทหาร ก็กลับมาบวชใหม่ที่วัดเดิม ได้รับฉายาว่า “ธมฺมธีโร”
แต่หลังจากนั้นไม่นานนัก “พุทธะอิสระ” ก็ต้อง “สึก” และ “บวช” ใหม่อีกครั้ง ในปี พ.ศ. 2544 ซึ่งว่ากันว่า เป็นเพราะกรณีครหา “โกงอายุพรรษา” !!!
“ทีมงานพระนครฯ” ได้ทำการสืบเสาะแสวงหาข้อมูลหลักฐานทุกอย่างโดยละเอียดและพบว่า กรณีการ “สึก” ของ “พุทธะอิสระ” หรือขณะนั้นคือ “พระอธิการสุวิทย์ ธีมมฺโม” นั้นเป็นข่าวใหญ่คึกโครมในปี 2544 โดยมีสาเหตุใหญ่มาจากการพบหลักฐาน กรณี “ตำแหน่งเจ้าอาวาส” กับ “ตำแหน่งเจ้าคณะตำบลห้วยขวาง (วัดอ้อน้อย อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม)” ที่พระสุวิทย์ดำรงอยู่นั้นระบุ “อายุพรรษา” แตกต่างกัน โดย “ใบตราตั้งเจ้าอาวาส” ระบุว่า ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสเมื่อปี 2538 ขณะมีอายุ 35 ปี 11 พรรษา แต่ในปี 2542 ได้รับการแต่งตั้งเป็น “เจ้าคณะตำบล” กลับมีอายุ 44 ปี 21 พรรษา
ซึ่งระยะเวลาห่างกัน 4 ปี คือ พ.ศ.2538 ถึง พ.ศ.2542 แต่กลับมีการระบุ “อายุ” คลาดเคลื่อนกันไปถึง 5 ปี และ “พรรษา” ต่างกัน 6 พรรษา

อิสรุ

อิสรั่ว
นอกจากนี้ยังพบว่า สาเหตุสำคัญอีกประการหนึ่งนั้นมีเค้ามาจาก “การบิดเบือนคำสอนที่เน้นเชิงอัตโนมัติ ผิดเพี้ยนไปจากพระไตรปิฎก” ซึ่งพระผู้รู้ ในขณะนั้นหลายฝ่ายได้ออกมาท้วงติงกันเป็นจำนวนมาก
จนกระทั่งในงานอบรมพระวิปัสสนาจารย์ที่วัดตะกู จ.นครปฐม ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2544 ในช่วงหนึ่งที่ “พระศรีรัตนโมลี” รองเจ้าคณะจังหวัดนครปฐม พระวิปัสสนาจารย์นครปฐม รองเจ้าอาวาสวัดพระปฐมเจดีย์ได้บรรยายธรรมพาดพิง “พระสุวิทย์” ว่า “บิดเบือนคำสอนพระพุทธศาสนา”
ซึงเมื่อหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นในพื้นที่นครปฐมลงตีพิมพ์ข่าวนี้ “มูลนิธิอิสระธรรม วัดอ้อน้อย” ก็ออกมาปกป้อง “พระสุวิทย์” ทันที โดยดำเนินการฟ้องร้อง “พระศรีรัตนโมลี” และหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นทันที
จากนั้น “พ.อ.(พิเศษ) ทองขาว พ่วงรอดพันธุ์” นักจัดรายการวิทยุคลื่นหนึ่ง ที่จัดรายการเกี่ยวกับธรรมะ ได้ยื่นเรื่องให้มีการตรวจสอบ “ใบตราตั้งเจ้าอาวาส” และ “ใบตราตั้งเจ้าคณะตำบล” ของ “พระสุวิทย์” ที่มี “อายุและพรรษา” แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทำให้เรื่อง “ครหาโกงอายุพรรษา” เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันในหมู่พุทธศาสนิกชน
เมื่อเรื่องฉาวเริ่มบานปลาย “พระสุวิทย์ ธีมมฺโม” หรือ “พุทธะอิสระ” จึงตัดสินใจ “ประกาศลาสิขาบท (สึก)” จากการเป็น “พระ” !!!
โดยมีรายงานข่าวหลายสำนักว่า เมื่อ “พุทธะอิสระ” ได้มีการประกาศว่าจะ “ลาสิขาบท” แล้ว ก็ได้ไปเก็บตัวเงียบที่ อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ระยะหนึ่ง ก่อนที่จะมาทำพิธี “ลาสิขาบท (สึก)” ในวันที่ 31 ธันวาคม 2544 และทำพิธีอุปสมบท หรือบวชใหม่ ในวันเดียวกันนั้นทันที !!!
ซึ่งการกระทำลักษณะนี้สร้างความสับสนให้กับ “พุทธศาสนิกชน” ในขณะนั้นเป็นอย่างมาก เพราะนับเป็นเหตุการณ์พลิกประวัติศาสตร์สงฆ์ของไทย เนื่องจากหลายฝ่ายเป็นห่วงว่า อาจจะกลายเป็น “มาตรฐานใหม่” สำหรับ “พระสงฆ์” ที่มีข้อครหาติดตัว ก็จะ “สึกแล้วบวชใหม่” เพื่อให้เรื่องที่ถูกครหานั้นยุติ !!!
นอกจากนี้การ “เก็บตัวเงียบ” ก่อนที่จะ “ทำพิธีสึก” ก็เป็นอีกหนึ่งข้อวิพากษ์วิจารณ์กันในหมู่ “นักการศาสนา” อย่างกว้างขวาง

อิสโร3

ไม่เพียงเท่านั้น จากการตรวจสอบยังพบว่า “พุทธะอิสระ” หรือ “นายสุวิทย์ ทองประเสริฐ” นั้นสนิทสนมเป็นอย่างยิ่งกับ “นายสนธิ ลิ้มทองกุล” อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยขณะที่ “พุทธะอิสระ” เผชิญวิกฤติ ครหา “โกงอายุพรรษา” และหายหน้าออกจากวัดอ้อน้อยไปเก็บตัวอยู่ในพื้นที่ อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี นั้น “นายสนธิ ลิ้มทองกุล” ได้ช่วยเหลือให้ “พุทธะอิสระ” ได้ชี้แจงเรื่องฉาวต่างๆ ผ่านการสัมภาษณ์รายการ “คารวะแผ่นดิน” ทางสถานีวิทยุ เอฟเอ็ม 97.5 MHz ที่ “นายสนธิ ลิ้มทองกุล” เป็นผู้ดำเนินรายการ
นอกจากนี้ยังตรวจสอบพบว่า “นายสนธิ ลิ้มทองกุล” ยังเป็นผู้บริจาคนำให้ “พุทธะอิสระ” เป็นจำนวนเงิน 10 ล้านบาท ในการก่อสร้าง “โรงเจหอคุณธรรมฟ้า” หรือ “เทียนหงี่ตึ้ง” วัดอ้อน้อย ในปี 2545 ด้วย

นอกจากนี้ “ทีมงานพระนครฯ” ได้ตรวจสอบพบว่า “พุทธะอิสระ” ตั้งเป้าหมายสูงสุดในชีวิต และเป้าหมายสูงสุดในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ เอาไว้อย่างชัดเจนและประกาศต่อสาธารณะเอาไว้ก่อนหน้านี้คือ ปรารถนาที่จะเป็น “พระพุทธเจ้า” ในอนาคต !!!

Related News

Share

About Author

mark