กรณีการ “งุบงิบ” ระบายข้าวในสต็อกรัฐบาล ของ “รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม – ธันวาคม 2553 ซึ่ง “รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ได้ดำเนินการ “ระบายข้าวสารในสต็อกรัฐบาล” ด้วย “วิธีการอันแสนจะพิสดารพันลึกและลี้ลับ” เป็นอย่างยิ่ง จำนวนกว่า 3,458,743 ตัน (สามล้านสี่แสนห้าหมื่นแปดพันเจ็ดร้อยสี่สิบสามตัน) คิดเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น 44,268,901,468 บาท (สี่หมื่นสี่พันสองร้อยหกสิบแปดล้านเก้าแสนหนึ่งพันสี่ร้อยหกสิบแปดบาท) ให้กับ บริษัทผู้ส่งออกเพียง “8 บริษัท” จากทั้งหมด 317 บริษัท
ส่งผลให้เกิดความเสียหายอย่างน้อย 15,000 ล้านบาท เนื่องจากการระบายข้าวในราคาที่ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น !!!
ก็อย่างที่บอก “เรื่องทั้งหมด” อยู่ในมือ “คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)” ทั้งหมด เพียงแต่ระยะเวลากว่า 5 ปี (2553-2557) ที่ผ่านมา “ยังไม่มีความคืบหน้า” เท่านั้น !!!
ซึ่งสาเหตุ “เทคนิคการระบายข้าวแบบลึกลับพิสดาร” นี้ เกิดขึ้นจากการ “ปรับเปลี่ยนกรอบยุทธศาสตร์การดำเนินการระบายข้าวสาร” ตามที่ “คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.)” ที่มี “นายอภิสิทธิ์ เวชาชีวะ” นายกรัฐมนตรี จากพรรคประชาธิปัตย์ ขณะนั้นเป็น “ประธาน” และ “นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี” รองนายกรัฐมนตรี จากพรรคประชาธิปัตย์ ขณะนั้น เป็น “รองประธาน” รวมไปถึง “นางพรทิวา นาคาศัย” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จากพรรคภูมิใจไทย เป็น “รองประธาน”
จากเดิม ที่ กขช.กำหนดกรอบยุทธศาสตร์การระบายข้าวสาร เอาไว้เมื่อ 17 กรกฎาคม 2552 เอาไว้คือ 1.การขายเป็นการทั่วไปให้กับผู้ประกอบการในประเทศ จะพิจารณาจากวิธีการดังนี้ 1.1 ออกประกาศเชิญชวนให้ผู้สนใจเสนอชนิด ปริมาณ และราคาซื้อข้าวสารเพื่อการส่งออกโดยให้ยื่นเสนอซื้อภายในเวลาที่กำหนด 1.2 ให้ผู้ส่งออกที่มีคำสั่งซื้อข้าวในปริมาณมากเสนอซื้อข้าวในสต็อกรัฐบาลเพื่อส่งมอบตามสัญญาซื้อขายได้ตามเวลาที่กำหนด 1.3 ออกประกาศแจ้งราคาเสนอขายเพื่อให้ผู้สนใจเสนอซื้อโดยการออกประกาศเชิญชวนผู้สนใจเสนอ ชนิด ปริมาณและราคาซื้อข้าวสารเพื่อการส่งออกไปนอกราชอาณาจักรโดยให้ยื่นเสนอซื้อภายในเวลาที่กำหนด
2. กำหนดให้ซื้อ/ขายเป็นราคา ณ หน้าคลัง โดยหักค่าขนส่งตามระยะทางมาตรฐานและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ในการดำเนินการส่งออกมาพิจารณาประกอบ
3.มีการกำหนดคุณสมบัติผู้ซื้อ ที่จะต้องเป็นนิติบุคคลที่มีประวัติการขึ้นทะเบียนเป็นผู้ส่งออกข้าวกับกรมการค่าต่างประเทศมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี จะต้องไม่มีประวัติการละทิ้งการเสนอราคาซื้อและละทิ้งสัญญาซื้อ/ขาย ข้าวสารกับทางราชการ และไม่มีพฤติกรรมที่แสดงให้เห็นว่ามีความสมยอมกันในการเสนอราคา
และ 4.เกณฑ์การเจรจา ให้คณะทำงานดำเนินการระบายข้าวสารดำเนินการเจรจาต่อรอง
กลับถูกเปลี่ยนแปลง โดย “มติคณะรัฐมนตรี (ครม.)” วันที่ 29 มิถุนายน 2553 “รับทราบกรอบยุทธศาสตร์การดำเนินการระบายข้าวสารตามโครงการแทรกแซงของรัฐบาล ตามที่คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติเสนอ และเห็นชอบให้คณะอนุกรรมการพิจารณาระบายจำหน่ายข้าวสารพิจารณากำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการตามกรอบยุทธศาสตร์รวมถึงปริมาณการจำหน่ายด้วยความระมัดระวัง โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อภาวะราคาตลาด และให้คณะทำงานดำเนินการระบายข้าวสารเป็นผู้ดำเนินการ และนำเสนอประธานคณะอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าวสารพิจารณาอนุมัติ แล้วเสนอให้ประธานกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติหรือรองประธานกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี) พิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนลงนามในสัญญากับคู่สัญญาต่อไป
จากนั้น “ประธานคณะทำงานดำเนินการระบายข้าวสาร” ได้ปรับเปลี่ยนวิธีการระบายข้าวสารใหม่ โดยให้ “ผู้ส่งออก” ที่มีคำสั่งซื้อข้าวจากต่างประเทศ ในปริมาณมากยื่นคำเสนอขอซื้อข้าวสารในสต็อกรัฐบาลแทน โดยไม่มีการออกประกาศเชิญชวนแต่อย่างใด
โดยมีการอ้างว่า “นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี” รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะ รองประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) สั่งให้มีการดำเนินการในทางลับ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับราคาข้าวในตลาด !!!
และเมื่อ “ผู้ส่งออก” ได้ยื่นคำเสนอขอซื้อข้าวในสต็อกของรัฐบาลแล้ว “คณะทำงานดำเนินการระบายข้าวสาร” จะมีการ “เจรจาต่อรองราคากับผู้ส่งออกทางโทรศัพท์เป็นรายๆไป” แล้วเมื่อตกลงราคากันได้ “คณะทำงานดำเนินการระบายข้าวสาร” จะนำเสนอผลการเจรจาให้ “พรทิวา นาคาศัย” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะ “ประธานคณะอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าวสาร” พิจารณาอนุมัติ แล้วเสนอให้ “ไตรรงค์ สุวรรณคีรี” รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองประธานกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) พิจารณาให้ความเห็นชอบ อีกครั้งหนึ่ง ตาม “มติ ครม. 29 มิถุนายน 2553″
น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งว่า … เหตุผลที่ระบุว่า “พิจารณากำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการตามกรอบยุทธศาสตร์รวมถึงปริมาณการจำหน่ายด้วยความระมัดระวัง โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อภาวะราคาตลาด และให้คณะทำงานดำเนินการระบายข้าวสารเป็นผู้ดำเนินการ” …. นั้นเพียงพอหรือไม่ที่จะต้องทำให้ “การระบายข้าวสารในสต็อกรัฐบาล” เป็นเรื่อง “ลึกลับ” ขนาดที่ “ไม่มีการเปิดประมูลเป็นการทั่วไป” แล้วใช้วิธีการ ให้ “ผู้ส่งออกเสนอซื้อ” เป็นรายๆไป พร้อมกับ “เจรจาต่อรองราคากันทางโทรศัพท์” !
น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งว่า หลังจากนั้นได้มีความพยายามแก้ไขเนื้อหา “กรอบยุทธศาสตร์การดำเนินการระบายข้าวสาร” เพิ่มเติมอีก จาก “… และให้คณะทำงานดำเนินการระบายข้าวสารเป็นผู้ดำเนินการ และนำเสนอประธานคณะอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าวสารพิจารณาอนุมัติ แล้ว “รายงาน” ให้ประธานกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติหรือรองประธานกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี) “ทราบ” ก่อนลงนามในสัญญากับคู่สัญญาต่อไป” มาเป็น “… และให้คณะทำงานดำเนินการระบายข้าวสารเป็นผู้ดำเนินการ และนำเสนอประธานคณะอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าวสารพิจารณาอนุมัติ แล้ว “เสนอ” ให้ประธานกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติหรือรองประธานกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี) “พิจารณาให้ความเห็นชอบ” ก่อนลงนามในสัญญากับคู่สัญญาต่อไป” นั้น…
คือ “หลักฐานชั้นดี” ที่ยืนยันชัดเจนใช่หรือไม่ว่า “พรรคประชาธิปัตย์” รับทราบและรู้เห็นเป็นอย่างดี กับ “ความเสียหาย” มูลค่าอย่างน้อย “15,000 ล้านบาท” จากการระบายข้าวสารในสต็อกรัฐบาล 3.4 ล้านตัน ช่วง 5 เดือนในปี 2553 ของ “รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หรือไม่ ???

…เพราะการเปลี่ยนแปลงจาก “รายงาน” ให้ “ทราบ” มาเป็น “เสนอ” ให้ “พิจารณาให้ความเห็นชอบ” นั้น เท่ากับ “เพิ่มอำนาจ” ให้ “รองนายกรัฐมนตรี” ในฐานะ “รองประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.)” เข้าไปมี “ส่วนร่วม” ในการ “พิจารณา” ระบายข้าวสารในสต็อกรัฐบาล…!!!

พูดกันภาษาชาวบ้าน คือ “แบ่งประชาธิปัตย์ด้วย”…ใช่หรือไม่ ??? 

13

 

 

11

 

 

12

 

Related News

Share

About Author

mark