“วิชา มหาคุณ” กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ออกมายืนยันอีกครั้งว่า สาเหตุที่ทำให้ “ป.ป.ช.สอบสวนคดีทุจริตระบายข้าวในสต็อกรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2552-2553 ล่าช้ามากว่า 4 ปีนั้นเป็นเพราะ เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ 2554 อันส่งผลให้ “เอกสาร” ของหน่วยงานต่างๆ “จม…น้ำ…หาย” !!!
แม้ในความรับรู้ของประชาชนจะรู้สึกว่า มันไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่ “ป.ป.ช.” ก็ยืนยันว่าเกี่ยวข้องกัน จึงทำท่าขึงขังเรียก “ข้อมูล-หลักฐาน” จาก หน่วยงานต่างๆ ทันที …แต่เป็นการกระทำภายหลัง จากที่สังคมได้ตรวจสอบพบว่า ป.ป.ช. เร่งรัดกรณีโครงการรับจำนำข้าว ด้วยการเร่งสอบสวนเพียงระยะเวลาไม่กี่สิบวัน แต่กลับนิ่งเฉย ที่จะดำเนินการสอบสวนคดีทุจริตระบายข้าว รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่เกิดขึ้นมากว่า 4ปีมาก่อนหน้านี้
… สิ่งที่เกิดขึ้น แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า หากสังคมไม่เรียกร้องให้มีการดำเนินการกับทั้ง 2 ฝ่ายอย่าง “เป็นธรรม” และ “เท่าเทียม” … “ป.ป.ช.” ก็ยังจะไม่มีการดำเนินการกับการทุจริตยุครัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หรือไม่ ?
…หรือหาก “ประชาชน” ไม่เรียกร้อง “ความยุติธรรม” จาก “ป.ป.ช.” คดีทุจริตรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อาจจะเงียบหาย และสุดท้าย “คนโกงบ้าน-กินเมือง” ก็รอดพ้นความผิดอีกหรือไม่ ??
ที่สำคัญคือการที่ “ป.ป.ช.” ได้ออกมาแสดงท่าที เรียกร้องให้หน่วยงานต่าง ส่งเอกสาร-หลักฐาน ให้อย่างเร่งด่วน เพื่อเริ่มกระบวนการสอบสวนคดีทุจริตระบายข้าวรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นั้นถูกตั้งข้อสังเกตอย่างชัดเจนว่า สิ่งที่ ป.ป.ช.แสดงออกมานั้น คือ “ความจริงใจ” ที่จะตรวจสอบการทุจริตระบายข้าวของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ หรือเป็นเพียงการ “แก้เขิน”  ไปวันๆ หลังถูกจับได้คาหนังคาเขาว่า มีความพยายามที่จะ “ยื้อเวลา” ในการตรวจสอบ “ทุจริตรัฐบาลประชาธิปัตย์” ให้ยาวนานออกไป…
เพราะ “คดีทุจริตระบายข้าวสารในสต็อกรัฐบาล” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นั้น “กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)” ได้ดำเนินการสอบสวนและสรุปผลการสอบสวน กรณีทุจริตโครงการระบายข้าว ที่มีการกล่าวหา “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นายกรัฐมนตรี, ไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี และ พรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ ในขณะนั้น มาตั้งแต่ปี 2555 และได้ส่งสรุปผลการสอบสวน พร้อมเอกสาร-หลักฐานทั้งหมดให้กับ “ป.ป.ช.” ไปแล้วด้วย
โดยตรวจสอบพบว่า “ดีเอสไอ” ได้ทำหนังสือแจ้ง “เลขาธิการ ป.ป.ช.” ที่ ยธ 0805/2390 ลงวันที่ 5 กรกฎาคม 2555 เรื่อง ส่งเรื่องมาเพื่อพิจารณาดำเนินการ โดยส่ง 1.รายงานการสทบสวนคดีสืบสวนที่ 255/2553 พร้อมเอกสารประกอบ จำนวน 7 แฟ้ม และ 2.ซีดีบันทึกข้อมูลการส่งออกข้าวไปนอกราชอาณาจักรจากสำนักเทคโนโลยีสารสนเทศกรมศุลกากร จำนวน 1 แผ่น
พร้อมกับแจ้งว่า “ด้วยกรมสอบสวนคดีพิเศษได้ดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริง กรณีการทุจริตในโครงการระบายสินค้าเกษตร (ข้าวสาร) ในสต็อกของรัฐบาลเป็นคดีสืบสวนที่ 255/2553
จากการสืบสวนพบว่ากรณีดังกล่าวอยู่ในอำนาจหน้าที่ของกรรมการ ป.ป.ช. ตาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ประกอบกับเป็นเรื่องเดียวกันกับเรื่องที่กล่าวหาที่อยู่ระหว่างดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตามเลขรับที่ 16524 เลขดำที่ 54331658 , 52631820 และ 54630201 จึงขอส่งเรื่องมายังท่าน เพื่อพิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ ผลเป็นประการใดโปรดแจ้งให้กรมสอบสวนคดีพิเศษทาบในโอกาสแรกด้วย จักขอบคุณยิ่ง”

dst1

โดยสรุป “ดีเอสไอ” ได้ดำเนินการสอบสวน “คดีทุจริตระบายข้าวในสต็อกรัฐบาล” ยุค “รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เอาไว้ว่า ตรวจสอบพบ นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี อดีตรองนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองประธานคณะกรรมการข้าวแห่งชาติ (กขช.) กำหนดให้ระบายสต๊อกข้าวโดยไม่ประกาศเชิญชวนเป็นการทั่วไปตามที่กระทรวงพาณิชย์ใช้มาตลอดเป็นการเอื้อประโยชน์ให้ผู้ส่งออกข้าวเพียง 9 ราย และการระบายข้าวเก่าค้างสต๊อกเป็นอาหารสัตว์ก็เป็นการกีดกันผู้ประกอบการรายอื่น ซึ่งถือเป็นการเจตนาไม่ให้มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม
และจากการตรวจสอบพบรายละเอียดพบว่า นายอภิสิทธิ์ มีโครงการระบายข้าวออกจากสต๊อกของรัฐบาลโดยเลือกวิธีให้ผู้ส่งออกที่มีคำสั่งซื้อข้าวในปริมาณมากเสนอซื้อข้าวในสต๊อกรัฐบาลเพื่อส่งมอบตามสัญญาซื้อขาย ซึ่งวิธีการดังกล่าวต้องมีการประมูลหรือแข่งขันราคาอย่างเปิดเผย ต่อมามีการประกาศยกเลิกเนื่องจากมีการเสนอราคาต่ำกว่าราคากลางมาก หากขายข้าวจะทำให้รัฐขาดทุนสูง นายมนัส สร้อยพลอย อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เสนอให้ นางพรทิวา นาคาศัย อดีต รมว.พาณิชย์ และนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี อดีตรองนายกฯขณะนั้น ให้เปลี่ยนวิธีจากการประมูลมาเป็นให้ผู้ส่งออกที่มีคำสั่งซื้อข้าวจากต่างประเทศในปริมาณมากยื่นคำเสนอขอซื้อ โดยไม่ต้องออกประกาศเชิญชวนเป็นการทั่วไปการซื้อขายจะใช้วิธีเจรจากับผู้ส่งออกเป็นรายไป โดยกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ซื้อต้องนำข้าวออกนอกราชอาณาจักรภายใน 45 วัน
โดยระหว่างเดือน ก.ค.-ธ.ค. 2553 มีการเจรจาทำสัญญาขายข้าวกับเอกชน 9 ราย จากบัญชีผู้ประกอบการค้าข้าวจำนวน 199 ราย โดยมีการระบายข้าวออกจากสต๊อก 3.4 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 44,000 ล้านบาท แต่ปรากฏว่าบริษัทเอกชนคู่สัญญาหลายรายไม่นำข้าวออกไปจำหน่ายนอกราชอาณาจักรคิดเป็นปริมาณมากกว่า 9 แสนตัน หรือร้อยละ 25 ของปริมาณข้าวในโครงการระบายข้าว สันนิษฐานว่ามีการนำข้าวกลับมาขายในประเทศทำให้ราคาข้าวในประเทศตกต่ำรัฐบาลควรได้รับค่าปรับจากการผิดสัญญาไม่น้อยกว่า 2,700 ล้านบาท แต่งยังไม่มีหน่วยงานใดบังคับเอาค่าปรับกับเอกชน
นอกจากนี้การระบายข้าวค้างสต๊อกเพื่อใช้เป็นอาหารสัตว์ก็ได้มีการพิจารณาจำหน่ายให้บริษัท หนองลังกาฟาร์ม รายเดียวจำนวนกว่า 8,000 ตัน ในราคาตันละ 5,400 บาท มูลค่าประมาณ 47 ล้านบาท โดยผู้แทนบริษัท หนองลังกาฟาร์มดังกล่าวพบว่าเป็นที่ปรึกษารมว.พาณิชย์ ในรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

dst2

โดยในเอกสารประกอบ ซึ่งเป็น “รายงานการสืบสวน กรณีการทุจริตโครงการระบายสินค้าเกษตรในสต็อกรัฐบาล ที่มีการนำส่ง ป.ป.ช.พร้อม เอกสาร-หลักฐานทั้งหมดในครั้งนั้น ระบุอย่างชัดเจนใน “ข้อ 2.7 กรณีการระบายข้าวสารในสต็อกรัฐบาลดังกล่าวข้างต้น ปรากฏว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้มีมติให้รับเรื่องไว้พิจารณา และแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนเพื่อดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงโดยมีนายกล้าณรงค์ จันทิก กรรมการ ป.ป.ช. เป็นประธานอนุกรรมการ ขณะนี้กรณีดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการพิจารณาไต่สวนข้อเท็จจริงตาม เลขดำที่ 54331658 , 52631820 และ 54630201 มี นางพรทิวา นาคาศัย , นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ , นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี และนายมนัส สร้อยพลอย เป็นผู้ถูกกล่าวหา และกรณีมีพฤติการณ์ที่ถูกกล่าวหา คือ ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรณีเอื้อประโยชน์ในการประมูลข้าวของกระทรวงพาณิชย์ (ข้าวเจ้า) กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการฐานร่วมกันอนุมัติให้ความเห็นชอบขายข้าวสารในสต็อกของรัฐบาลในราคาต่ำกว่าราคาตลาดมาก”

นอกจากนี้ใน “ข้อพิจารณาที่ 4.1 เห็นว่าเรื่องที่ทำการสอบสวนอาจเป็นคดีความผิดทางอาญาตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ ซึ่งเป็นกฎหมายที่กำหนดไว้ในบัญชีท้ายพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 และ 4.2 เห็นว่าเรื่องที่ทำการสืบสวนมีลักษณะเป็นคดีความผิดทางอาญาที่มีความซับซ้อนและมีผลกระทบรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจหรือการคลังของประเทศ ตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 มาตรา 21 วรรค 1 (1) (ก) , (ข)”

ข้อมูล-หลักฐาน ทั้งหมดนี้ เอกสารระบุว่าได้มีการนำส่ง ป.ป.ช. เมื่อ 5 กรกฎาคม 2555 หลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปลายปี 2554 ตามที่ “วิชา มหาคุณ” กรรมการ ป.ป.ช. อ้าง … ไม่รู้ว่า “เอกสารหาย”  นั้น … “น้ำท่วม” แน่หรือ ???

Related News

Share

About Author

mark