กรณีที่มีการเปิดเผยข้อมูลประวัติ “สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย” ต้นสังกัด “สำนักข่าวอิศรา” ได้รับการสนับสนุนเงินทุนงบประมาณจาก “สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ” หรือ “สสส.” ตั้งแต่ปี 2551 ไปจนถึงตลอดอายุโครงการปี 2558 จำนวน 14 โครงการ มูลค่าสูงถึง 96,470,000 บาท กระทั่ง “ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์” ผู้อำนวยการสถาบันอิศรา ออกมาระบุว่าเงินสนับสนุนจาก สสส. จำนวนกว่า 96 ล้านบาทนั้นไม่ใช่จำนวนเงินที่มากมายอะไร หากเปรียบเทียบกับระยะเวลา 8 ปี เฉลี่ยแค่ปีละ 12 ล้านเศษเท่านั้น ล่าสุด เมื่อ 23 มีนาคม 2557 “อธึกกิต แสวงสุข” หรือ “ใบตองแห้ง” คอลัมนิสต์ชื่อดัง ได้โพสต์เฟสบุ๊กส่วนตัว ( www.facebook.com/baitongpost ) ระบุว่า

1.เงินเกือบร้อยล้านใน 8 ปีที่จริงไม่มากหรอก และผมก็ไม่คิดว่ามีการทุจริต แต่ สสส.และสถาบันอิศราควรชี้แจงรายละเอียดในเว็บไซต์ ว่าแต่ละปีเอาไปใช้อะไรบ้าง เป็นการใช้จ่ายอย่างเหมาะสมหรือไม่ สสส.ควรขึ้นเว็บไซต์ว่าแต่ละปีให้เงินใครบ้าง แล้วลิงก์ต่อไปยังองค์กรนั้น ให้แจกแจงบัญชีค่าใช้จ่าย ทั้งโดยสรุป โดยละเอียด เท่าที่จะทำได้ ไม่ใช่เอาไปกองไว้หลังโต๊ะทำงาน (ไม่ได้โทษประสงค์เพราะประสงค์ไม่ได้เป็น ผอ.ตั้งแต่แรก แต่เมื่อเป็นแล้วก็ควรจะทยอยทำในช่วงที่ตัวเองรับผิดชอบ)

2.“สุขภาวะ” ของ สสส.เป็นอะไรที่กว้างมาก และกลายเป็นข้ออ้างให้สนับสนุนองค์กรที่ิมีทัศนะทางการเมืองเหมือนตัวเอง เหมือนหมอประเวศ หมอชูชัย หมอพลเดช ฯลฯ ขณะเดียวกันยังสร้างอิทธิพลของ สสส.เช่น กรณีนี้คืออิทธิพลต่อสื่อ อย่างที่ผมเคยเรียกว่า สสส.”ซื้อสื่อ” ภายใต้คราบความดี จึงไม่ค่อยมีใครกล้าตรวจสอบ สสส.

3.ข้อถามเรื่องสำนักข่าวอิศราต้องเป็นกลางหรือไม่ เป็นประเด็นที่น่าถก ผมเคยเขียนลง MIO แล้วว่าสื่อเอกชนเลือกข้างได้ เพียงแต่เลือกข้างแล้วยังต้องมีจรรยาบรรณ เสนอความจริง ไม่ปลุก Hate Speech ขณะที่สื่อซึ่งใช้เงินภาษีของรัฐต้องเป็นกลาง ไม่ว่าช่อง 11 หรือ TPBS (เพียงแต่ช่อง 11 มีบทบาท 2 ด้าน อีกด้านหนึ่งคือกรมประชาสัมพันธ์ ทำหน้าที่ชีแจงการทำงานของรัฐบาล)

สำนักข่าวอิศราอยู่ตรงไหน? ด้านหนึ่ง รับเงิน สสส.ซึ่งมาจากภาษีประชาชน (คนบาป) ต้องเป็นกลางไหม? หรือต้องเดินตามความพอใจของ สสส.

อีกด้านหนึ่ง ยึดโยงกับสมาคมนักข่าว องค์กรวิชาชีพสื่อ ต้องเป็นกลางไหม?

4.ที่จริงผมว่าสำนักข่าวอิศราเสนอข่าวเจาะหลายเรื่องที่น่าชื่นชม เช่น เรื่องคืนภาษีกรมสรรพากร เรื่องผู้ว่าอุบล แต่ข่าวเหล่านี้มีอยู่ประมาณ 30-40% เท่านั้น อีก 60% เป็นทัศนะหรือข่าวที่ทำให้คนอ่านรู้สึกว่ามีอคติ เลือกข้างแบบมีอคติ นี่ไม่ใช่บอกว่าอย่ามาเจาะเรื่องทุจริตของรัฐบาล เพราะเรื่องใหญ่ๆ เช่น จำนำข้าว น้ำ 3.5 แสนล้าน คุณทำไป ทำให้ดี ทำให้เป็นระบบ มีข้อมูลหลักฐานให้แน่น นั่นคือการทำหน้าที่ แต่ที่น่าเบื่อคือเรื่องตอดเล็กตอดน้อย เช่นเที่ยวไปไล่สอบทรัพย์สิน ส.ส.เพื่อไทย แกนนำเสื้อแดง ขึ้นเว็บให้เปรอะไปหมด ถ้าจะจับ ก็ต้องจับเป็นรายๆ จับให้มั่นคั้นให้ตาย แบบเกาะติดอริสมันต์ ไม่ว่ากัน แต่เที่ยวจับไปเรื่อยเปื่อย มันทำให้เห็นอคติ บางครั้งก็หน้าแหก เช่น ไปตรวจสอบป้าธิดาถือหุ้นในบริษัทของพี่น้อง ซึ่งโอละพ่อ พี่้น้องป้าธิดาเป็นเสื้อเหลืองหมดเลย

อีกเรื่องที่หลายคนเขาด่า ก็เช่นตอนพงศ์เทพเป็นรัฐมนตรีศึกษา เสนอให้ยุบ ร.ร.ขนาดเล็ก (ซึ่งไม่ใช่ไอเดีย พงศ์เทพหรอก เป็นนโยบายที่พยายามทำมาหลายรัฐบาลแล้ว) อิศราก็ไปเจาะมา “ประจาน” ว่าพงศ์เทพส่งลูกเรียนอินเตอร์ปีละ 2 ล้าน อ้าว! มันผิดตรงไหน เขามีตังค์ แต่เป็น รมต.แล้วจะต้องส่งลูกเรียนประชาบาลหรือ นโยบายนี้ผิดถูกก็ต้องเถียงกันในนโยบาย ไม่ใช่ รมต.ส่งลูกเรียนอินเตอร์แล้วยุบ ร.ร.ขนาดเล็กไม่ได้

มีหลายเรื่องที่เป็นแบบนี้ ซึ่งมันทำให้เสียเครดิต ถ้าพูดกันในเชิงข่าว ก็เหมือนคุณออกหมัดพร่ำเพรื่อ ไม่มีน้ำหนัก กลายเป็นมวยวัด อันนี้เปรียบเทียบมุมกลับเหมือนกับ ปชป.เป็นรัฐบาล แล้ว Voice เอาแต่ด่าๆๆ กระแนะกระแหน ตอดโน่นตอดนี่ แทนที่จะจับเรื่องใหญ่ๆ ก็จะทำให้เสียน้ำหนักกลายเป็นแค่องุ่นเปรี้ยว

อ้อ อีกเรื่องคือข่าวภาคใต้ ตั้งแต่รัฐบาลเพื่อไทยเปิดเจรจา “โจรใต้” อิศราที่เคยสนับสนุนสันติภาพ ก็กลับค่อนไปทางขุดคุ้ยหาจุดอ่อนช่องโหว่ของการเจรจา ไม่ดีอย่างนั้นไม่ดีอย่างนี้ ฯลฯ

รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อเดือนสิงหาคม 2555 กระทรวงการคลังได้ดำเนินการวางกรอบกำหนดเพดานรายได้สูงสุดของกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ภายหลังการรณรงค์ลด ละ เลิกยาเสพติดของ สสส.ไม่ประสบความสำเร็จและมีการใช้จ่ายเงินไม่คุ้มค่าเม็ดเงินภาษีของประชาชน
โดยเว็บไซด์ไทยรัฐออนไลน์ ( https://www.thairath.co.th/content/eco/286750 ) รายงานเอาไว้เมื่อ 28 สิงหาคม 2555 ว่ากระทรวงการคลังกำลังวางกรอบกำหนดเพดานรายได้สูงสุดของกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ภายหลังการรณรงค์ลด ละ เลิกยาเสพติดของ สสส.ไม่ประสบความสำเร็จและมีการใช้จ่ายเงินไม่คุ้มค่าเม็ดเงินภาษี ซึ่ง สสส.มีรายได้มาจากการจัดเก็บภาษีบาปคือ สุราและยาสูบของกรมสรรพสามิตอัตรา 2% ของรายได้จากการจัดเก็บภาษีบาปทั้งหมด และการที่ ครม.มีมติขึ้นอัตราภาษีสุราและยาสูบเมื่อ 21 ส.ค.2555 จะทำให้รายได้ของ สสส.เพิ่มขึ้น กระทรวงการคลังจึงห่วงว่า หากไม่กำหนดเพดานรายได้สูงสุดจะทำให้ สสส.มีเงินสดในมือมาก จนใช้จ่ายเงินอย่างไม่รู้คุณค่าแทนที่เงินเหล่านี้จะนำส่งเข้าคลังเพื่อเป็นเงินงบประมาณ

โดยกรมสรรพสามิตจัดเก็บภาษีจากสินค้าบาปได้เพิ่มขึ้นทุกปี โดยปี 53 จัดเก็บรายได้จากยาสูบ 53,381 ล้านบาท ปี 54 จัดเก็บได้ 57,197 ล้านบาท และปีงบฯ 55 แค่ 10 เดือน (ต.ค.54-ก.ค.55) เก็บได้ 50,341 ล้านบาท ขณะที่สุราก็จัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้นทุกปี ปี 53 เก็บได้ 42,398 ล้านบาท ปี 54 เก็บได้ 48,624 ล้านบาท และ 10 เดือนปีงบฯ 55 เก็บได้ 44,691 ล้านบาท ซึ่งอัตราภาษีใหม่จะทำให้สรรพสามิตมีรายได้ภาษีบาปเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่าปีละ 12,500 ล้านบาท ขณะที่กรมสรรพสามิตต้องนำรายได้จากภาษีบาปให้ สสส.เพิ่มขึ้นทุกปีเช่นกัน โดยปี 54 ส่งรายได้ให้ สสส. 3,400 ล้านบาท รวมเงินที่ส่งให้ สสส.กว่า 10 ปี มากกว่าหมื่นล้านบาท แต่กลับมีผลงานน้อยมาก  นอกจากนี้การบริโภคสินค้าบาปยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เนื่องจาก สสส.มักแย่งบทบาทหน้าที่กับกระทรวงสาธารณสุขในการดูแลสุขภาพคนไทย จนไม่รู้ว่าบทบาทที่แท้จริงของ สสส.อยู่ตรงไหน เช่น การโหมโฆษณาทีวีที่ต้องใช้เงินมหาศาลและเปิดรับพันธมิตรเพื่อศึกษาและวิจัยด้านสุขภาพ จึงต้องกำหนดเพดานรายได้สูงสุดเพื่อป้องกันการจ่ายเงินมือเติบ คาดว่าวงเงินที่ 3,000 ล้านบาทต่อปีน่าจะเหมาะสมที่สุด

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังจะเข้าตรวจสอบการส่งเงินของกรมสรรพสามิตที่ให้แก่องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้ส่งรายได้จากภาษีบาปให้หน่วยงานนี้ 2% ของรายได้ แต่ไม่เกิน 2,000 ล้านบาทโดยปี 53 ไทยพีบีเอสรับเงินเกิน 40 ล้านบาท และปี 54 เกินอีก 60 ล้านบาท จัดอยู่ในกลุ่มพวกมือเติบเช่นกัน เพราะไม่มีใครกล้าเข้าไปตรวจสอบการทำงานและการใช้จ่ายเงิน

สสส1

Related News

Share

About Author

mark