พลันที่ที่ประชุมคณะกรรมการสรรหากรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ที่มีเพียง นายดิเรก อิงคนินันท์ ประธานศาลฎีกา เป็นประธานการประชุม และมี นายจรูญ อินทจาร ประธานศาลรัฐธรรมนูญ และ นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล ประธานศาลปกครองสูงสุด ลงมติเลือก “สุภา ปิยะจิตติ” รองปลัดกระทรวงการคลัง เป็น “ป.ป.ช.” คนใหม่ แทน “นายใจเด็ด พรไชยา” ที่พ้นจากตำแหน่ง เนื่องจากมีอายุครบ 70 ปีบริบูรณ์ ซึ่งจากนี้ก็จะมีการนำรายชื่อเข้าสู่ที่ประชุมวุฒิสภา เพื่อให้ความเห็นชอบตามขั้นตอนกำหนด 

คำถามที่ตามมาทันทีก็คือ การที่ “น.ส.สุภา ปิยะจิตติ” จะไปนั่งในตำแหน่ง “กรรมการ ป.ป.ช.” นั้นจะเหมาะสมหรือไม่ เนื่องจาก “น.ส.สุภา ปิยะจิตติ” นั้นอีกสถานะหนึ่งก็คือผู้ที่ถูก ป.ป.ช.กล่าวหาและมีมติให้ดำเนินการไต่สวนกรณีมีส่วนร่วมหรือสนับสนุนการกระทำความผิดให้มีการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต ในกรณีการประกวดราคาให้เช่าเนื้อที่โฆษณารถ ขสมก. โดยมิชอบ เนื่องจากมีการแก้ไขสัญญาเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชน ขณะดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารกิจการ ขสมก.เมื่อปี 2543
ภาพที่ปรากฏในสายตาประชาชน จึงออกมาในลักษณะ “ผู้ถูกกล่าวหา” กลับกลายเป็น “ป.ป.ช.” ที่มีอำนาจไต่สวนและพิจารณา “ตัดสินชี้มูลความผิด” คดีทุจริต!!
“คำถาม” ก็คือ สุดท้ายแล้ว หาก “สุภา ปิยะจิตติ” เข้าไปเป็น “ป.ป.ช.” จะ “ลงมติชี้มูลความผิด” ในคดีที่ตัวเองถูก ป.ป.ช.กล่าวหาจะ “ลงมติ” อย่างไร ?
และที่ “สำคัญ” คือ ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้วจะ “เหมาะสม” หรือไม่ ??
โดยเฉพาะเมื่อ “รัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 246 วรรค 2 ระบุอย่างชัดเจนว่า “กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติต้องเป็นผู้ซึ่งมีความซื่อสัตย์สุจริต เป็นที่ประจักษ์” !!
กรณี “สุภา ปิยะจิตติ” ที่ถูก “ป.ป.ช.” กล่าวหาและไม่มติให้ไต่สวนคดีมีส่วนร่วมหรือสนับสนุนการกระทำความผิดให้มีการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริตประกวดราคาให้เช่าเนื้อที่โฆษณารถ ขสมก. ถือว่าเป็น “ผู้ซึ่งมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์” ตามคุณสมบัติที่เหมาะสมของบุคคลที่จะเป็น “ป.ป.ช.” หรือไม่ ???
แม้ “สุภา ปิยะจิตติ” จะได้รับการ “สรรหา” ให้เป็น “ป.ป.ช.” พร้อมกับ “คำถาม” มากมายจากสังคมตามมา…แต่ก็ต้องยอมรับว่า สำหรับ “องค์ประชุมคณะกรรมการสรรหา” ที่ประกอบไปด้วย “ประธาน 3 ศาล” คือ “ประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองและประธานศาลรัฐธรรมนูญ” ได้สรุปเป็น “มติ” เรียบร้อยไปแล้ว !!
ตามข้อกำหนดของ “รัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 246 วรรค 3” ที่ระบุว่า “ให้มีคณะกรรมการสรรหาจำนวนห้าคนประกอบด้วยประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานสภาผู้แทนราษฎร และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร”
ชัดเจนว่า “ศาล” คือ เสียงส่วนใหญ่ 3 ใน 5 ในคณะกรรมการสรรหา ป.ป.ช.
ยิ่งสถานการณ์ขณะนี้ อยู่ในช่วง “ยุบสภา” ทำให้ไม่มี “ประธานสภาผู้แทนราษฎร” และ “ผู้นำฝ่ายค้าน”
…การสรรหาผู้ที่จะมาเป็น “ป.ป.ช.” ในครั้งนี้จึงอยู่ใน “กำมือ” ของ “ประธาน 3 ศาล” เบ็ดเสร็จ อย่างปฏิเสธไม่ได้ !!!
แม้ “องค์ประชุมในคณะกรรมการสรรหา” จะยืนยันว่า “สุภา ปิยะจิตติ” คือผู้ที่เหมาะสมที่จะเป็น “ป.ป.ช.” !!
แต่ด้วย “ข้อครหา” และ “คดีทุจริต”ที่ถูก “ป.ป.ช.” กล่าวหาและไต่สวนอยู่ จึงเป็นไปไม่ได้ที่ประชาชนจะไม่มีข้อเคลือบแคลงสงสัยในตัว “สุภา ปิยะจิตติ” เลย !!
แม้วันนี้ “สุภา ปิยะจิตติ” ยังไม่ได้ขึ้นเป็น “ป.ป.ช.” อย่างเต็มตัว เนื่องจากยังต้องผ่านกระบวนการ “ที่ประชุมวุฒิสภา” ที่จะต้องให้ความเห็นชอบ อีกขั้นตอนหนึ่ง
แต่ต้องยอมรับว่า “ความน่าเชื่อถือ” ของ “ป.ป.ช.” ในความรู้สึกประชาชนในสังคมที่เป็น “ปัญหา” อยู่ในทุกวันนี้ เริ่มลุกลามปานปลายกลายเป็น “วิกฤตศรัทธา” ต่อ “องค์กรตรวจสอบ” มากกว่าที่เป็นอยู่มากขึ้นๆ อย่างเห็นได้ชัด 
และ “สุภา ปิยะจิตติ” อาจจะกลายเป็น “ป.ป.ช.” คนแรก ที่ถูก “ประชาชน” เข้าชื่อยื่น “ถอดถอนออกจากตำแหน่ง” เร็วที่สุด นับจากนาทีที่รับตำแหน่ง “ป.ป.ช.” เต็มตัว…ก็เป็นได้ !!!

Related News

Share

About Author

mark