“อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ออกมาแถลงถึงแผนทางออกประเทศ ซึ่งอ้างว่าเป็นแนวทาง “ปฏิรูปภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ” โดยสรุปประกอบด้วย 1.ชะลอการตราพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง

2.คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกระเบียบเพื่อปฏิรูปการบริหารและการจัดการการเลือกตั้ง โดยเฉพาะในประเด็นการซื้อเสียง การใช้อำนาจรัฐ การหลอกลวง รวมไปถึงการใช้นโยบายประชานิยม
3 เครือข่ายเดินหน้าปฏิรูป (Reform Now Network) ร่วมกับ กปปส.เป็น แกนนำในการจัดตั้งสภาปฏิรูปและกระบวนการปฏิรูป
4.นำข้อเสนอตามข้อ 3 จัดทำประชามติ โดยมีผลผูกมัดรัฐบาลและสภาหลังการเลือกตั้ง
5.ให้การจัดทำประชามติเป็นการทดสอบความเรียบร้อย ของกระบวนการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นต่อไป
6.นายกรัฐมนตรีคำคณะรัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่งทั้งหมด หรือนายกรัฐมนตรีปรับคณะรัฐมนตรีทั้งหมดออกแล้วลาออกจากตำแหน่ง เพื่อเปิดทางให้มีรัฐบาลเฉพาะกาล ก่อนศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย เพื่อให้มีการสรรหานายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีใหม่ ที่ไม่มีนักการเมือง และพรรคการเมือง โดยให้ประธานวุฒิสภาเป็นผู้ดำเนินการสรรหาบคุคลที่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย
7 รัฐบาลที่ได้มาตามข้อ 6 ไม่มีอำนาจในทางนิติบัญญัติ แต่ไม่อยู่ภายใต้เงื่อนไขข้อจำกัดของรัฐธรรมนญู มาตรา 181
8 เมื่อจัดทำประชามติเสร็จเรียบร้อย ให้ดำเนินการจัดการเลือกตั้ง ภายใน 45-60 วัน โดยพรรคการเมืองทุกพรรคและผู้สมัครทุกคนต้องยืนยัน สนับสนุนสภาปฏิรูปหลังการเลือกตั้ง หากไม่ดำเนินการดังกล่าวให้ถือว่าเป็นการทำผิดกฎหมายเลือกตั้งและระเบียบการเลือกตั้ง มีโทษถึงขั้นยุบพรรคและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง
9.รัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎรหลังการเลือกตั้ง ต้องนำข้อเสนอการปฏิรูปจากสภาปฏิรูป โดยเฉพาะการปฏิรูปการเมืองดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในกรอบระยะเวลา 1 ปี แล้วจัดให้มีการเลือกตั้ง ใหม่
และ 10.ประเด็นการปฏิรูปอื่น ให้ดำเนินการต่อไปภายหลังมีการเลือกตั้ง
“ข้อสรุป” จาก “ข้อเสนอ” ของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” มีความชัดเจนเพียงอย่างเดียว คือ ทั้งหมดได้วนกลับไปสู่ข้อเรียกร้องของ “กบฏ กปปส.” และ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ที่ให้ “ประเทศไทยเว้นวรรคประชาธิปไตย” ด้วยการทำทุกวิถีทางเพื่อให้มี “รัฐบาลคนกลาง” !!!
โดย ไม่มีอะไรแปลกใหม่-ไม่มีอะไรแตกต่าง และยังคงไว้ซึ่งแนวคิดที่ไม่เป็นประชาธิปไตยแถมยังเป็นการ “ตอกย้ำ” ว่า “ประชาชน” ซึ่งเป็น “เจ้าของสิทธิ-เสียง” และ “อำนาจอธิปไตย” ไม่ได้อยู่ในสายตาของกลุ่มคนพวกนี้เลยแม้แต่น้อย !

 

ซึ่ง “รัฐบาลคนกลาง” ของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” และ “กปปส.” นั้นก็มีความหมายและที่มาที่ไปเช่นเดียวกัน ก็คือ ให้มาจากการ “ลากตั้ง” โดย “วุฒิสสภา” และไม่ได้มีที่มาจาก “การเลือกตั้งของประชาชน” ทั้งๆที่ “รัฐธรรมนูญ 2550” กำหนดเอาไว้อย่างชัดเจนใน “มาตรา 171 นายกรัฐมนตรี จะต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร” และ “มาตรา 172” ที่ให้สภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้พิจารณาเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี”
ข้อเสนอทั้งหมดของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” จึงเป็นสิ่งยืนยันได้เป็นอย่างดีว่า แท้ที่จริงแล้ว “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ผู้วางมาด “นักเรียนนอก” ออกมาเสนอตัวเอง เป็น “ตัวกลาง” ในการพบปะหารือกับกลุ่มบุคคลต่างๆ เพื่อนำเสนอ “ทางออกประเทศ” ด้วยหลักการ “ปฏิรูปภายใต้รัฐธรรมนูญ” เพื่อรักษาประชาธิปไตย ก่อนหน้านี้กว่า 2 สัปดาห์นั้น “ท้ายที่สุด” ก็ยังคงเป็น “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ผู้ไม่สามารถยืนยันใน “หลักการ-จุดยืน” ได้…สมราคา กับ ฉายา “หล่อหลักลอย” ที่สื่อมวลชนบรรจงตั้งให้ !!
เมื่อข้อเสนอ “ทางออกประเทศ” กลับกลายเป็นหนทางสู่ “ทางตันประชาธิปไตย” ดังนั้น จึงไม่แปลกอะไรที่จะ “ไม่มีใครเลย” ตอบรับ “ข้อเสนอ” ของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” !!!
ทำให้ “หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์” และ “อดีตนายกรัฐมนตรี” ของ “รัฐบาลประชาธิปัตย์” กลายเป็น “โมฆะบุรุษทางการเมือง”   และดูเหมือนจะกลายเป็น “ตัวตลก” ที่ไม่สามารถเชื่อถืออะไรได้ !!!
แม้กระทั่งคำพูดสวยหรูที่เพิ่งพูดออกมาว่า “พร้อมที่จะเว้นวรรคทางการเมือง หากทุกฝ่ายยอมรับข้อเสนอทางออกประเทศ โดยจะเสียสละไม่ลงสมัครรับเลือกตั้ง” ไม่กี่วันก่อนหน้านี้ หลายคนก็เริ่ม “ไม่มั่นใจ” ว่า “จะสามารถเชื่อถือได้” หรือไม่ มากน้อยเพียงใด !!
เพราะนอกจาก คำพูดที่ว่า “พร้อมจะเว้นวรรคการเมือง” จะผูกอยู่กับ “ข้อเสนอทางออกประเทศไทย” ที่ “ทุกฝ่าย” ไม่สามารถตอบรับได้ ตามเงื่อนไขที่ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ได้ตั้งเอาไว้แล้ว  ยังปรากฎเรื่องใหญ่ เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมาก ว่า “หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์” คนนี้ ยังสุ่มเสี่ยงที่จะมีปัญหา “เรื่องคุณสมบัติ” ที่ “ต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร” ตามมาตรา 102 (6) เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการ หน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ เพราะทุจริตต่อหน้าที่ หรือถือว่ากระทำการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ เนื่องจาก ถูกสั่ง “ปลดออกจากราชการ” ตาม “คำสั่งกระทรวงกลาโหม” เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2555
โดย “คำสั่งกระทรวงกลาโหม” ที่ 1163/2555 เรื่อง “ให้ปลดนายทหารสัญญาบัตรออกจากราชการ” รายละเอียดระบุว่า โดยที่ปรากฏข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติว่า เมื่อ 2 มิ.ย.31 ว่าที่ ร.ต.อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รรก.อจ.ส่วนการศึกษา รร.จปร. ได้ใช้เอกสารสำคัญ สด.9 แทนฉบับที่ชำรุดสูญหาย ลง 8 เม.ย.31 อันมีข้อความสาระสำคัญเป็นเท็จ (ถือเป็นเอกสารเท็จ)ไปประกอบการขึ้นทะเบียนกองประจำการ ณ จว.น.ย. จนทำให้เจ้าหน้าที่สัสดีผิดหลงออกใบสำคัญ สด.3 ลง 2 มิ.ย.31 ขึ้นทะเบียนกองประจำการ ว่าที่ ร.ต.อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หมายเลขทะเบียน ทบ.2531 ก.ท.10803 การกระทำดังกล่าวของว่าที่ ร.ต.อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นการกระทำที่ละเมิดศีลธรรม จริยธรรมและแบบธรรมเนียมทหารของนายทหารสัญญาบัตร เป็นการกระทำไม่สุจริตเพื่อประโยชน์แห่งตน เป็นการทุจริตประพฤติมิชอบในวงราชการ ผิดวินัยทหารร้ายแรง ไม่สมควรให้อยู่ในราชการต่อไป นับแต่วันกระทำผิด
…ฉะนั้นจึงให้ปลด ร.ต.อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หมายเลขประจำตัว 1313310803 (เหล่า สบ.) รรก.อจ.ส่วนการศึกษา รร.จปร.ออกจากราชการเป็นนายทหารกองหนุน

เท็จ1
ซึ่ง “คำสั่งปลดออกจากราชการ” ดังกล่าว มีผลอย่างยิ่งต่อ “การสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร” ของ “ผู้ที่ถูกสั่ง”
เพราะจะทำให้ ขาดคุณสมบัติ และต้องห้ามลงสมัครรับเลือกตั้ง เป็น ส.ส. !!!
ซึ่งเท่ากับว่าการที่ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”  ประกาศ “เว้นวรรคทางการเมือง” ในครั้งนี้ ส่วนหนึ่งก็เพราะติดปัญหา “ต้องห้ามไม่ให้ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส.” อยู่แล้วหรือไม่ ??
ซึ่งถ้าหากมองเป็นเรื่อง “เหลี่ยมคูทางการเมือง” แม้ด้านหนึ่งจะมองเป็นเรื่อง “ชั้นเชิง” ของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”  ใน “เกมการเมือง” อันซับซ้อน

แต่อีกด้านก็เป็นสิ่งประจานตัวตนผู้พูดว่า แม้แต่ “เรื่องบ้านเมือง” ก็ยังคิดเห็นและกระทำด้วย “กลวิธีทางการเมือง” ที่ไม่ได้มีความจริงใจอะไรกับ “วิกฤตของประเทศ” 

หรือ นี่แหละ… คือ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” !!!

Related News

Share

About Author

mark