จากกรณีการตรวจสอบพบ “เอกสารลับ” ซึ่งเป็นเบาะแส ในการแกะรอย ไปสู่การพบ “เทคนิคและวิธีการ” อันลึกลับ ของ “ขบวนการทุจริตระบายข้าวในสต็อกรัฐบาล” ยุค “รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”

โดยเฉพาะการระบายข้าว “ล็อตใหญ่” จำนวนกว่า 3,458,743 ตัน (สามล้านสี่แสนห้าหมื่นแปดพันเจ็ดร้อยสี่สิบสามตัน) ในช่วงระยะเวลาเพียง 5 เดือนคือ ตั้งแต่ “เดือนกรกฎาคม – ธันวาคม 2553” คิดเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น 44,268,901,468 บาท (สี่หมื่นสี่พันสองร้อยหกสิบแปดล้านเก้าแสนหนึ่งพันสี่ร้อยหกสิบแปดบาท) ให้กับบริษัทผู้ส่งออกเพียง “8 บริษัท” จากทั้งหมด 317 บริษัท ส่งผลให้เกิดความเสียหายอย่างน้อย 15,000 ล้านบาท ด้วยการอาศัยเทคนิคการเปลี่ยนแปลง “กรอบยุทธศาสตร์การดำเนินการระบายข้าวสารตามโครงการแทรกแซงของรัฐบาล” ตามที่ “คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.)” ที่มี “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นายกรัฐมนตรี ขณะนั้นเป็นประธาน , “ไตรรงค์ สุวรรณคีรี” รองนายกรัฐมนตรี ขณะนั้น และ “พรทิวา นาคาศัย” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ขณะนั้น เป็นรองประธาน ดังที่ได้กล่าวถึงมาแล้ว

ใน  :   งาบหาย “หมื่นล้าน”ระบายข้าว รบ.มาร์ค แฉ!! กลเม็ดขายข้าวรัฐ 3.4ล้านตัน “รัฐบาล ปชป.”ไม่ประมูล–งุบงิบเสนอซื้อ–โทรศัพท์ต่อรองราคา..กระทำการยิ่งกว่าโกง!!  

และ   :  เปิด “เอกสารลับ” มติครม. 29 มิ.ย.2553 ประจาน “รบ.อภิสิทธิ์”งุบงิบงาบ “หมื่นล้าน”ระบายข้าว หลักฐานมัด “ประชาธิปัตย์-ภูมิใจไทย”อำนาจแบ่งกันกำ..ส่วนต่างแบ่งกันโกย!! 

“ทีมงานพระนครสาส์น” ตรวจสอบพบว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้มีการเปิดเผยผลสรุปการสอบสวน “คดีทุจริตระบายข้าวสารในสต็อกรัฐบาล” ของ “รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว โดยได้ชี้ให้เห็นถึง “ขบวนการฮั๊วมโหฬาร” ทุกขึ้นตอน ที่เชื่อมโยงตั้งแต่ “ผู้มีอำนาจ-ข้าราชการ-เอกชนผู้ค้าข้าว” ที่เป็นพวกพ้องของ “บุคคลในรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” และรวมไปถึง ได้ “ชี้มูลความผิด” ผู้เกี่ยวข้องกับการทุจริตครั้งนี้เอาไว้อย่างชัดเจนมาแล้ว

โดยเมื่อ 27 มีนาคม 2556 “เว็บไซด์ข่าวสดออนไลน์” ได้พาดหัวข่าวเอาไว้ว่า “ธาริต เร่งรวบรวมหลักฐานทุจริตข้าวสมัยรัฐบาลมาร์ค ส่ง ปปช.”
( http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNMk5ETTNPRGczTWc9PQ )
เนื้อหาระบุว่า  วันที่ 27 มี.ค. ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบการทุจริตการระบายข้าวในสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตามที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ร้องขอให้ดีเอสไอตรวจสอบพฤติการณ์ที่ส่อไปในทางไม่สุจริต ว่า จากการตรวจสอบพบว่าการที่ นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี อดีตรองนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองประธานคณะกรรมการข้าวแห่งชาติ (กขช.) กำหนดให้ระบายสต๊อกข้าวโดยไม่ประกาศเชิญชวนเป็นการทั่วไปตามที่กระทรวงพาณิชย์ใช้มาตลอดเป็นการเอื้อประโยชน์ให้ผู้ส่งออกข้าวเพียง 9 ราย และการระบายข้าวเก่าค้างสต๊อกเป็นอาหารสัตว์ก็เป็นการกีดกันผู้ประกอบการรายอื่น ซึ่งถือเป็นการเจตนาไม่ให้มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม ซึ่งดีเอสไอเคยรับเรื่องดังกล่าวไว้ตรวจสอบและส่งสำนวนให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ไต่สวนแล้ว หลังจากนี้จะได้รวบรวมข้อมูลส่งให้ป.ป.ช.เพิ่มเติม

นายธาริต กล่าวต่อว่า จากการตรวจสอบพบรายละเอียดว่านายอภิสิทธิ์ มีโครงการระบายข้าวออกจากสต๊อกของรัฐบาลโดยเลือกวิธีให้ผู้ส่งออกที่มีคำสั่งซื้อข้าวในปริมาณมากเสนอซื้อข้าวในสต๊อกรัฐบาลเพื่อส่งมอบตามสัญญาซื้อขาย ซึ่งวิธีการดังกล่าวต้องมีการประมูลหรือแข่งขันราคาอย่างเปิดเผย ต่อมามีการประกาศยกเลิกเนื่องจากมีการเสนอราคาต่ำกว่าราคากลางมาก หากขายข้าวจะทำให้รัฐขาดทุนสูง นายมนัส สร้อยพลอย อธิบดีกรมกราค้าต่างประเทศ เสนอให้ นางพรทิวา นาคาศัย อดีต รมว.พาณิชย์ และนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี อดีตรองนายกฯขณะนั้น ให้เปลี่ยนวิธีจากการประมูลมาเป็นให้ผู้ส่งออกที่มีคำสั่งซื้อข้าวจากต่างประเทศในปริมาณมากยื่นคำเสนอขอซื้อ โดยไม่ต้องออกประกาศเชิญชวนเป็นการทั่วไปการซื้อขายจะใช้วิธีเจรจากับผู้ส่งออกเป็นรายไป โดยกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ซื้อต้องนำข้าวออกนอกราชอาณาจักรภายใน 45 วัน

“ทั้งนี้ ระหว่างเดือน ก.ค.-ธ.ค. 2553 มีการเจรจาทำสัญญาขายข้าวกับเอกชน 9 ราย จากบัญชีผู้ประกอบการค้าข้าวจำนวน 199 ราย โดยมีการระบายข้าวออกจากสต๊อก 3.4 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 44,000 ล้านบาท แต่ปรากฏว่าบริษัทเอกชนคู่สัญญาหลายรายไม่นำข้าวออกไปจำหน่ายนอกราชอาณาจักรคิดเป็นปริมาณมากกว่า 9 แสนตัน หรือร้อยละ 25 ของปริมาณข้าวในโครงการระบายข้าว สันนิษฐานว่ามีการนำข้าวกลับมาขายในประเทศทำให้ราคาข้าวในประเทศตกต่ำ รัฐบาลควรได้รับค่าปรับจากการผิดสัญญาไม่น้อยกว่า 2,700 ล้านบาท แต่งยังไม่มีหน่วยงานใดบังคับเอาค่าปรับกับเอกชน” นายธาริต กล่าว
นายธาริต กล่าวต่อว่า การระบายข้าวค้างสต๊อกเพื่อใช้เป็นอาหารสัตว์ก็ได้มีการพิจารณาจำหน่ายให้บริษัท หนองลังกาฟาร์ม รายเดียวจำนวนกว่า 8,000 ตัน ในราคาตันละ 5,400 บาท มูลค่าประมาณ 47 ล้านบาท โดยผู้แทนบริษัท หนองลังกาฟาร์มดังกล่าวพบว่าเป็นที่ปรึกษารมว.พาณิชย์ฯด้วย

21

จากผลสรุปของ “ดีเอสไอ” พบว่า 1.มีความพยายามที่จะ “ฮั๊ว” ของผู้มีอำนาจในการะบายข้าวกับเอกชนผู้ส่งออกบางราย
2.มีการยกเลิกการ “เปิดประมูลหรือแข่งขันอย่างเปิดเผย” และ “การประกาศเชิญชวน” แต่ใช้วิธี “ให้ผู้ส่งออกที่มีคำสั่งซื้อข้าวในปริมาณมากเสนอซื้อข้าวในสต๊อกรัฐบาล” แทน ซึ่งเป็นที่มาของ “ขบวนการ งุบ-งิบ-งาบ” ในเวลาต่อมา
3.ผู้ส่งออกไม่ยอมส่งออกข้าวตามสัญญา แต่ซิกแซกนำข้าวทั้งหมดกลับมาขายภายในประเทศกว่า 1 ใน 4 ของจำนวนข้าวที่มีการระบายออกไป จำนวนประมาณ 9 แสนตัน ส่งผลให้ราคาข้าวในประเทศ ตกต่ำอย่างหนัก ซึ่งถ้าไปตรวจสอบกันดีๆ จะพบว่า ราคาข้าวรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะอยู่ที่ “6,000-7,500 บาท / ตัน” เท่านั้น
4.การที่ “เอกชนผู้ส่งออก” ทำผิดสัญญาไม่ยอมนำข้าวส่งออกขายในต่างประเทศ รัฐจะต้องดำเนินการเรียกเก็บค่าปรับจำนวนไม่น้อยกว่า 2,700 ล้านบาท แต่ปรากฎว่าตลอดอายุขัย “รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” กลับไม่มีการดำเนินการใดๆ เนื่องเพราะ “เอกชนผู้ส่งออก” มีความใกล้ชิดกับบุคคลในรัฐบาล
5.การระบายข้าวให้ “เอกชน” ซึ่งเป็นพวกพ้องของบุคคลในรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ อย่างชัดเจน ส่งผลให้เกิดความเสียหายมหาศาล ต่อระบบการค้าข้าวและการส่งออกข้าวไปจนถึงราคาข้าวที่ตกต่ำภายในประเทศ
…ใครเป็นใคร…โยงใยกันอย่างไร…ใครเริ่มต้นกระบวนการโกง และ ใครอยู่ร่วมขบวนการกิน… “ดีเอสไอ” ได้สรุปผลการสอบสวนและชี้ให้เห็นผู้ร่วมขบวนการความผิดเอาไว้แล้ว
เพียงแต่วันนี้ “เรื่องทุจริตมโหฬาร-มหาศาล” เหล่านี้ ได้ไปอยู่ในมือของ “สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)” ทั้งหมด…นานมาแล้ว แต่ถูก “ดอง” เอาไว้… “คนผิด” จึงยังลอยหน้า ลอยตา ลอยนวล อยู่ในสังคม !!!

23

Related News

Share

About Author

mark