จากกรณีที่มีการเปิดเผยข้อมูล-เอกสาร กรณี “สำนักงานศุลากรท่าเรือแหลมฉบัง” ได้เรียกเก็บภาษีเพิ่มเติม จำนวนกว่า 11,695,531,638.53 บาท (หนึ่งหมื่นหนึ่งพันหกร้อยเก้าสิบห้าล้านห้าแสนสามหมื่นหนึ่งพันหกร้อยสามสิบแปดบาทห้าสิบสามสตางค์) จาก “บริษัทโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด” ที่มี “นายประมนต์ สุธีวงศ์” ประธานองค์กรต่อต้านคอรัปชั่น (ประเทศไทย) เป็นประธานกรรมการบริษัท กรณีนำเข้าชิ้นส่วนอะไหล่รถยนต์ TOYOTA รุ่น Prius จำนวนมาก โดยมีการสำแดงชนิดสินค้าและประเภทพิกัดไม่ถูกต้อง
โดยแบ่งเป็น “อากรขาเข้า” ที่ขาดไป จำนวน 7,411,906,701.31 บาท (เจ็ดพันสี่ร้อยสิบเอ็ดล้านเก้าแสนหกพันเจ็ดร้อยหนึ่งบาทสามสิบเอ็ดสตางค์)
เป็น “ค่าภาษีสรรพสามิต” ที่ขาดไป จำนวน 2,685,234,718.87 บาท (สองพันหกร้อยแปดสิบห้าล้านสองแสนสามหมื่นสี่พันเจ็ดร้อนสิบแปดบาทแปดสิบเจ็ดสตางค์)
เป็น “ค่าภาษีเพื่อมหาดไทย” ที่ขาดไป จำนวน 211,930,500.39 บาท (สองร้อยสิบเอ็ดล้านเก้าแสนสามหมื่นห้าร้อยบาทสามสิบเก้าสตางค์)
และเป็น “ค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม” ที่ขาดไป จำนวน 1,386,459,717.96 บาท (หนึ่งพันสามร้อยแปดสิบหกล้านสี่แสนห้าหมื่นเก้าพันเจ็ดร้อยสิบเจ็ดบาทเก้าสิบหกสตางค์) นั้น
ประเด็นสำคัญก็คือ “บริษัทที่เกี่ยวโยงกับ นายประมนต์ สุธีวงศ์” ยอมจ่าย “ภาษี” ในส่วนที่ “สำนักงานศุลากรฯ” ระบุว่า “ไม่ถูกต้อง” และประเมินออกมาทั้งหมดให้กับ “ประเทศ” หรือไม่ ???
จากการตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่า แม้ “สำนักงานศุลากรฯ” จะได้ทำหนังสืออย่างเป็นทางการแจ้งไปเรียบร้อยแล้ว แต่ “บริษัท” ดังกล่าว ได้พยายามที่จะชี้แจง โดยอ้างว่า การนำเข้าชิ้นส่วนเพื่อผลิตรถยนต์พรีอุสเป็นการนำเข้าเพื่อนำมาผลิตในเชิงอุตสาหกรรม ไม่สามารถนำหลักเกณฑ์การตีความตามที่ “สำนักงานศุลากรฯ” ระบุได้ เนื่องจากการนำเข้าสินค้าทั้งหมดนั้น แม้จะนำเข้ามาตามจำนวนรถที่ผลิต แต่ก็เป็นไปเพื่อความสะดวกในการควบคุมระบบสินค้าคงคลังและชิ้นส่วนต่างๆที่นำเข้าจะมีการคละกันตามสายการผลิต ไม่สามารถระบุได้ว่าจะไปประกอบเป็นรถคันใด นอกจากนี้ในการผลิตรถยนต์นั้นยังมีขั้นตอนการผลิตที่สำคัญ 3 ขั้นตอน โดยสังเขป คือ 1.กระบวนการเชื่อมตัวถังรถยนต์ 2.กระบวนการพ่นสีรถยนต์ และ 3.กระบวนการประกอบรถยนต์และการตรวจสอบ ซึ่งจะเห็นว่ายังต้องมีกระบวนการต่อเนื่องอีกมาและซับซ้อน รวมทั้งต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูง จึงไม่เป็นการนำเข้าของในลักษณะที่เป็นของสมบูรณ์หรือสำเร็จแล้วแต่อย่างใด
ชัดเจนจากคำชี้แจงคือ แม้ส่วนประกอบอื่นๆจะเป็นการนำเข้ามาจากต่างประเทศทั้งหมด แต่ “ขั้นตอนสำคัญ” คือ เชื่อมตัวถัง-พ่นสี และประกอบรถยนต์  นั้นดำเนินการในประเทศไทย จึงตีความตามประสาได้ว่า ไม่ใช่การนำเข้ารถยนต์ทั้งคัน !!!
และจากนั้นก็มีความพยายามชี้แจงเพิ่มเติมมาโดยตลอดจนกระทั่ง 28 มีนาคม 2556 ก็ได้ชี้แจงเพิ่มเติมอีกครั้งเป็นเอกสาร เพื่อยืนยันว่าไม่ได้นำเข้ารถยนต์สำเร็จรูป!!!
สั้นๆ ง่ายๆ สำหรับคำตอบเบื้องต้นที่ค่อนข้างชัดเจนจาก “บริษัท” ที่มี “นายประมนต์ สุธีวงศ์” ประธานองค์กรต่อต้านคอรัปชั่นเป็น “ประธานกรรมการบริษัท” คือ จะ “ไม่จ่ายภาษีในส่วนที่ขาด” จำนวน 11,695,531,638.53 บาท ตามที่ “สำนักงานศุลากรฯ” ได้ทักท้วงว่า การนำเข้าสินค้าโดยผู้นำเข้าแยกสำแดงชนิดสินค้าไม่ถูกต้องและแจ้งขอให้ชำระเพิ่มเติม
ซึ่งนการทักท้วงของ “สำนักงานศุลากรฯ” ระบุอย่างชัดเจนในการทักท้วงว่า สินค้าที่นำเข้าโดย “บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด” ซึ่งเป็นชิ้นส่วนรถยนต์นำเข้าโดยแยกเป็นสิ้นส่วนต่างๆ ในลักษณะ CKD (COMPLETE KNOCK DOWN) และมีปริมาณสอดคล้องต้องกัน เพื่อประกอบเข้าด้วยกันแล้วสามารถประกอบเป็นรถยนต์สำเร็จรูปได้เป็นจำนวนมาก โดยกรณีดังกล่าวไม่สามารถแยกชำระอากรตามรายชนิดสินค้าได้ เมื่อตรวจสอบข้อมูลในส่วนของเครื่องยนต์พบว่ารหัสเครื่องยนต์ขึ้นต้นด้วย 2ZR นั้นเป็นรหัสเครื่องยนต์ที่มีความจุของกระบอกสูบ 1,797 ลบ.ซม. ของรถยนต์ TOYOTA รุ่น Prius ดังนั้น จึงเห็นควรให้สินค้า จัดเข้าประเภทพิกัด 8703.23.41 อัตรา 80% ในฐานะรถยนต์ ที่เป็นชิ้นส่วนครบชุดสมบูรณ์ที่ความจุของกระบอกสูบไม่เกิน 1,800 ลบ.ซม. ตามหลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรข้อ 2 (ก) ประเภทที่ระบุถึงของใด ให้หมายรวมถึงของนั้นที่ยังไม่ครบสมบูรณ์หรือยังไม่สำเร็จ หากว่าในขณะนำเข้ามีลักษณะอันเป็นสาระสำคัญของของที่ครบสมบูรณ์หรือสำเร็จแล้ว และให้หมายรวมถึงของที่ครบสมบูรณ์ หรือสำเร็จแล้ว (หรือที่จำแนกเข้าประเภทของที่ครบสมบูรณ์หรือสำเร็จตามนัยแห่งหลักเกณฑ์นี้) ที่นำเข้ามาโดยถอดแยกออกจากกัน หรือยังไม่ได้ประกอบเข้าด้วยกัน”

 

pr2

 (ตัวอย่าง “ใบทักท้วงการตรวจสอบอากร” 2ใน 240ใบทักท้วงฯ สินค้า 240ครั้ง ครั้งละนับพันรายการ มูลค่าแตกต่างกันไป) 


ซึ่งใน “พระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530” มาตรา 6 ระบุเอาไว้อย่างชัดเจนว่า “ถ้าอธิบดีกรมศุลกากรเห็นว่ามีการหลีกเลี่ยงอากรที่พึงเก็บแก่สิ่งที่สมบูรณ์แล้ว โดยวิธีนำสิ่งนั้นเข้ามาเป็นส่วนๆ ต่างหากจากกัน จะเป็นในวาระเดียวกันหรือต่างวาระกันก็ดี ก็ให้เรียกเก็บอากรแก่ส่วนนั้นๆ รวมกันในอัตราที่ถือเสมือนว่าเป็นสิ่งที่ได้ประกอบมาสมบูรณ์แล้ว”
การจะดำเนินการอย่างไร กับ  “ภาษีในส่วนที่แยกสำแดงชนิดสินค้าไม่ถูกต้อง” จำนวนมากถึง 1.1 หมื่นล้านบาทนั้น จึงเป็นการ “วัดใจ-วัดมาตรฐานจิตสำนึก” ของ “ประธานองค์กรต่อต้านคอรัปชั่น (ประเทศไทย)” อย่างยิ่งว่า ระหว่าง “ผลประโยชน์ของบริษัทเอกชนในเครือของตัวเอง” กับ “ผลประโยชน์ประเทศชาติจำนวน 1.1 หมื่นล้านบาท” นั้นแท้จริงแล้วจะเลือกอะไร?

ประการต่อมาคือ ในฐานะ “ประธานองค์การต่อต้านคอรัปชั่น (ประเทศไทย) นั้นจะคิดอย่างไร ในขณะที่บริษัทผู้นำเข้า-จำหน่ายรถยนต์ยี่ห้ออื่นๆ มีการนำเข้าสินค้าและเสียภาษีอย่างถูกต้องทั้งหมดทุกบริษัททุกองค์กร … ยกเว้นเสียแต่บริษัทที่ตัวเองเป็น “ประธานกรรมการบริษัท” ที่ถูกครหาว่าเสียภาษีไม่ถูกต้อง ??

ประการสุดท้ายที่อดแปลกใจไม่ได้ ก็คือ การเคลื่อนไหวของ “องค์กรต่อต้านคอรัปชั่น (ประเทศไทย) ที่สอดคล้อง-สอดรับ กันอย่างน่าอัศจรรย์ กับ “ม็อบกบฏ กปปส.” ที่มีเป้าหมายในการโค้นล้มรัฐบาลนั้น เกี่ยวข้องกับกรณีสำแดงภาษี 1.1 หมื่นล้านบาทไม่ถูกต้อง ด้วยหรือไม่ ???

หรือเป็นแบบ “ล้มรัฐบาล” ได้ .. “อำนาจเปลี่ยน” .. “จำนวนภาษีที่สำแดงไม่ถูกต้อง” ในครั้งนี้ก็จะมีโอกาสเปลี่ยนแปลงไปด้วยหรือไม่ ????

น่าจับตา !!!

Related News

Share

About Author

mark